วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แดนฉิมพลีที่ภูเมี่ยง ตอน๒



ระหว่างทาง และจ่ายตลาด ทานมื้อเช้ากันที่น้ำปาด หลังจากนั้นก็ เดินทางไปหน่วยฯ. คลองตรอน เปลี่ยนชุด จัดกระเป๋าเป้ ... จุดนี้แหละที่วัตทำนุชหวั่นไหว.. แล้วก็ไม่มีใครอาสารับผิดชอบชีวิต(คิดถูกหรือคิดผิด ที่ตัดสินใจมา เดินทางล่วงหน้า 1 วัน เพาะเพื่อนดันบอกวันผิด อิ้ว...)ว่าแต่เห็นเป้วัตแล้ว ยอมเลย

ผมรองท้องด้วย ทุเรียนอร่อยๆ ที่ซื้อมาจากตลาด ขณะที่เพื่อนทานข้าวเหนียวไก่ย่างและแบ่งห่อสำหรับมื้อเที่ยง
กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย พร้อมออกเดินทาง ก็ 11 โมงแล้ว..
เอ้าเดินทำเวลาเข้าเด่วจะมืด ช่วงแรกเดินไปตาม ถนนลูกลังที่ตัดขึนไปเพื่อชมน้ำตก...
จุดแรกที่ นับเนินคือ จุดที่เราแยกยากน้ำตกนั่นแหละ ..แหม ให้ซ้อมเดินซะไกลเชียว..
ประเดิมเริ่มต้นที่เนินแรกกันด้วย สายฝนที่หนาเม็ดขึ้นทุกที...ณ.จุดพักก่อนเริ่มขึ้นเนินแรดผมดอดเสื้อออกมาบิดน้ำประชดซะเลย... เสื้อจะได้ไม่เปียกโชกนัก
แล้วก็ได้เวลาเดินฝ่าสายฝนกันต่อ..ขึ้นเนินชัน ช่วงยาวเล่นเอาหลายคนหยุดหอบเป็นพักๆ

แล้วจุดที่เป็น จุดชี้ชะตา ของเราก็มาถึง...บันใด
"เฮ้ย เหนื่อย นี่ต้องเจอบันใดกันตั้งแต่ต้นเลยเหรอเนี้ยะ
น้ำตกสวยๆ มีให้ดูตอลดทางลื่นบ้าง ชันบ้าง ตามทางที่ต้องผ่าน

แล้วค่ำคืนของวันแรกนั้น เราก็พักกันแค่เนิน 5 เพราะว่าถ้าจะเดินให้ขึ้นถึงยอดก็ค่ำแน่ๆ
สอบถามมข้อมูลจากพี่แมว Staff TKT ทีเชียวชาญเรื่องการเดินป่าและโรยตัวบอกว่า"
ตอนนี้ก็สี่โมงกว่ ถ้าทำเวลาเต็มที่เห็นจะถึงที่หมายใกล้ๆ สองทุ่ม" หันซ้ายหันขวาดูสมาชิกแต่ละคน
ขวัญท่าทางจะยังไหวอยู่
แบ๊ส..ก็ท่าจะไปได้แม้จะลื่นบ้าง
ตั้ม..ลื่มมาหลายรอบแล้วนะ ท่าทางจะไม่เหมาะกับ Nighttrail
นุ๊ก..เห็นยิ้มแล้ว รู้เลยว่าใจสู้...แต่ท่าจะไม่เคยกับการเดินป่ามาก่อน กลางคืนคงไม่ต้องพูดถึง
หวาน..คนนี้ยังพอเบาใจได้..ผ่านอะไรกันมาเยอะ น่าจะเอาตัวรอดได้ แม่จะช่วยใครไม่ไหวก็ตามที
....
ท่าจะไม่ไหวมั้ง การเดินทางกลางคืน เลาะตามสันเขา หน้าผาที่ชัน+ลื่น ไม่อยากฝึนสมาชิก .
ประเมินโดยรวมแล้ว ไม่เสี่ยงดีกว่า งั้นคืนนี้พักกันที่นี่แหละ เอามันใกล้ๆ กรุ๊บพี่แมว..อุ่นใจดี

ตัดสินใจได้ก็จัดเตรียมสถานที่...พอพี่ลูกหาบมาถึง สอบถามชุดหลัง ทราบว่ายังอีกไกล ท่าทางบางคนจะไม่ไหวด้วย
งั้นฝากหน้าที่เรื่องหาฟืนก่อไฟให้พี่ลูกหาบช่วยจัดการให้ ที่เหลือ จัดพื้นที่กางเต้นท์กันเลย เด๋วลงไปดูชุดหลังหน่อยเผื่อจะช่วยอะไรได้..

หลังจากวิ่งลงมาถึงเนิน 4 ยังไม่มีวี่แววใครเลย เฮ้ย เย็นแล้วนะ ยิ่งเป็นห่วงมากกว่าเดิมเพราะในป่ามืดเร็ว คราวนี้วิ่งลงเลย...ไปเจอพงษ์ สอบถามได้ความว่า" ชุดหลัง เดินกันไหว แต่พี่เจี๊ยบล้มไปสองรอบ ที่ช้าเพราะแวะถ่ายรูปเล่นน้ำ"
ผมยังถามย้ำว่าต้องลงไปช่วยไหม..พงษ์บอกไม่ต้อง งั้นก็ค่อยๆ เดินมาพร้อมกับพงษ์ ถึงที่พัก กองไฟท่ามกลางสายฝน ถูกพี่ลูกหาบก่อขึ้นเรียบร้อยแล้ว...เราใช้กองไฟหุงข้าวอย่างเดียว เพราะ ความที่ฝนตกตลอดเส้นทางทำให้ฟืนเปียก ก่อไฟได้ยาก
กับข้าวจึงใช้เตาแก๊สในการปรุง
โดย มีพี่เจ หวาน นุ๊ก ขวัญ ตั้ม ช่วยกันคนละไม้ละมือ
ทำให้มื้อค่ำอิ่มหนำสำราญ และเกลี้ยงฉาดทุกหม้อ...
มือเช้าก็ได้พ่อครัว แม่ครัวชุดเดิมประเดิมงาน
แถมด้วยข้าวห่อใบไม้ไปกินระหว่างทาง

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แดนฉิมพลีที่ภูเมี่ยง



แดนฉิมพลีที่ภูเมี่ยง
ทริปเฮฮา สารพัน เพื่อนกันเอามันส์ไว้ก่อน...
หารเฉลี่ยค่าทริป แต่แพงลิบค่าเครื่องดื่ม...

ไม่มีอะไรมาก เป็นทริปที่ใครๆ ก็อยากไป ยกเว้น "ตั๊ก พิโลก" ที่บอกชัดเจนว่า "ขอรออยู่ตืนภูนะเพื่อน"

"๑๐ ภูกระดึง ไม่เท่า ๑ ภูเมี่ยง" เสียงของวัต บอกมามา ขณะที่ จัดเสื้อภาพเตรียมขึ้นภู ทำเอานุ๊กหน้าสลด
นุ๊กบอกว่า"เพื่อนชวนไป ภูกระดึง นุ๊กไม่กล้าไปกลัวเดินไม่ไหว แต่ขวัญชวนมาเดินภูเมี่ยง...นุ๊กมาเพราะไม่รู้ว่าภูเมี่ยงเป็นอย่างไร"
น้องใหม่เปิดทริปเดินป่าครั้งแรกที่ภูเมี่ยง ภูที่หลายคนเปลี่ยนคำเรียกเป็น ภูเดี้ยง แล้วเพื่อนจะเป็นพี่เลี้ยงได้ตลอดทริปไหม

ขบวนบันเทิงในทริปนี้ คือ 107 โบกี้ 8 เส้นทาง กรุงเทพ-เด่นชัย กำหนดการ รถออกสองทุ่มสิบ นาที สมาชิกที่จะไปด้วย
สถานีหัวลำโพง พงกับวัติ มัวแต่ทำไรกันอยู่ไม่รู้ รถไฟถึงออก เกือบสามทุ่ม
สถานีบางซื่อ ตั้มกับเพื่อนและกิต
สถานีดอนเมือง ตามกำหนดการ นู๋ขวัญ นุ๊ก ตาเจ หวาน ไท พี่เป้ แต่ เฮ้... ขณะนี้ สองทุ่มครึ่ง เวลานัดหมาย
** "ไทอยู่ไหนครับ ผมถึงสถานีรถไฟดอนเมืองแล้วนะครับ.."เสียงจากลำโพงโทรศัพท์ของผมดังขึ้นมา ขณะกำลังยืนดูเม็ดฝนอยู่บนสะพานลอย
"ผมอยู่ สน.ดอน อีกป้ายก็จะถึงครับ ตอนนี้ติดฝนอยู่บนสะพานลอย กำลังพยายามหาทางลัดไปครับ"กรอกเสียงแข่งกับลมฝน ผ่านไมค์โทรศัพท์ เพื่อบอกความคืบหน้า หลังจากนั้นก็ ฝ่าสายฝน เลาะขอบข้างร้านค้าริมทางรถไฟ จนถึงสถานี ว่าไปก็พอดีงสถานี ก็เปียกโชก...
ลงสะพานลอย..เห็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งยืนอยู่ริมทาง ข้างๆ มีเป้ใบใหญ่เหมือนเตรียมออกทริปที่ไหน ผมจึงทักไปว่าใช่พี่เป้ไหม..."ไม่ใช่ครับ คุณหาใครเหรอครับ" "ขอโทษครับ นึกว่าเพื่อนที่จะออกทริปเดินป่าด้วยกัน" เห็นว่าหน้าตาดีดี มีบุคลิก ที่ไหนได้ใครก็ไม่รู้ ก็ไม่เป็นไรครับ ขอโทษกันไป แล้วก็โทรถามดีกว่าว่าพี่เป้อยู่ไหน..
สรุปพี่เป้รออยู่ แถว ๆ หน้าห้องน้ำ อย่างนั้นเดี๋ยวผมไปหา คราวนี้เจอละ ผู้ชาย สูง ผิวขาว ใส่แว่น ตรงกับที่พงษ์บอกมาทุกประการ (ก็ตรงกับบุคลิกคนที่ทักก่อนหน้านั้นด้วยแหละ) "พี่เป้ใช่ไหมครับ" ผมรีบทักไปก่อนจะถึงตัว.."ใช่ครับ" โล่งครับเจอกันแล้ว แล้วคนอื่นๆ ละ ยังไม่มีใครมาเลย หวานกำลังรอฝนซาหน่อย ตอนนนี้ยังไม่ออกจากบ้าน ส่วนขวัญรอเพื่อนอยู่...
คุยทำความรู้จักเบื้องต้น ได้ความว่า พี่เป้ใบใหญ่ ชื่อเล่นว่าพี่หนึ่ง แต่ตลอดทริปเราก็เรียกสลับกันไปทั้งสองชื่อ ซึ่งก็เป็นปกติของการออกทริปกับเพื่อนใหม่ใน TKT ซะแล้วที่นิยมเรียกชื่อ login กันมากว่า รอหวานมาอีกคน ก็หาอะไรทานรองท้อง เพราะรถไปเพิ่งจะออกจากหัวลำโพงเอง...กระทั่งรถไฟมา ขวัญกับเพื่อนก็ยังมาไม่ถึงเมื่อเราขึ้นรถไฟ ได้เจอกับพงษ์วัติและเพื่อนๆ ที่ขึ้นมาจากสถานีก่อนหน้าครบแล้ว ก็ได้เวลาสอบถามหาสมาชิกที่จะขึ้นสถานีดอนเมืองแล้ว พงษ์โทรไปถามขวัญ ได้ความว่า เห็นรถขบวนนั้นออกจากสถานีไป...โถ มาถึงสถานีแล้วก็ไม่รีบบอกันซะก่อน... ส่วนพี่เจ วัติบอกว่า เจ้าตัวยังมาไม่ถึง... เอาแล้วไง ทริปนี้ สมาชิกสามราย ตกรถไฟ..
ระหว่างนั่งรถไฟ เราไม่มีอะไรสามารถทำได้ดีไปกว่าหาเรื่องคุยคั่นเวลา และเร่งเพื่อน ให้รีบมาดักสถานีในสถานีหนึ่งข้างหน้า ให้ทัน...นั่งคุยสังสรร กันไป เบียร์อุ่นๆ น้ำเข็งก็ไม่มี จิบกันไปเรื่อยๆ คนนั้นที คนนี้อึก ที่ไหนได้ หายไปครึ่งถาดแล้ว... พงษ์ชักทนไม่ไหว"วัติไปซื้อ น้ำแข็งมาถุงสิ" วัติหายไปพักใหญ่ เดินเซตามแรงกระชากของรถไปกลับมา บอกว่า เขาไม่ขาย "ขายสิ.. ทำไมจะไม่ขาย เด๋วดู "พงษ์ออกอาการขัดใจ เพราะเบียร์ไม่เย็น เดินไปตู้เสบียง สั่งซื้อยำแหนม มาจานหนึ่งแล้วหิ้วน้ำแข็งกลับมาสองถุง... โอ้!!! เยี่ยมมาก เราได้จิบเบียร์ใส่น้ำแข็งกันแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าเบียร์จะเย็นนั้นเหรอ มันเย็นไม่ทันหรอกครับ แต่ดีกว่า ที่ไม่มีน้ำแข็งละ สักพักพงษ์บอกให้วัติไปรับยำแหนมที่สั่งไว้ มากินเป็นกับแกล้มกันหน่อย
แล้วเบียร์อีกครึ่งถาดก็หมดไปอย่างว่องไว.. ดูเวลาที่ไหนได้ ตี 2 แล้ว เราคุยกันเพลินไปรึเปล่า แยกย้ายพักผ่อนดีกว่า พงษ์โชว์ทักษะ ไปเวนคืนที่นั่งที่เราจอง มานอนได้อีกหนึ่งที่...

สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกที..เกือบเช้า เฮ้ยนี่เราเลยป้ายหรือเปล่า .. ด้วยความกังวง ทุกคนเลยตื่นขึ้นมาช่วยดู สรุปเรายังไม่ถุงป้าย แต่ใกล้ถึงละ อ้าวแล้วทำไมต้องตะลึงกันขนาดนั้นด้วยละ ..ก็...เวลามันช้ากว่ากำหนดการณ์ ร่วมชั่วโมงแล้วครับ ก็ต้องสะดุ้งกันบ้าง
ถึงที่หมาย ถ่ายรูปเล่นๆ กันนิดหน่อย
พบตาเจ และสองสาว กับพี่เจ้าหน้าที่ที่มารอรับ...จัดของเสร็จเรียบร้อยขึ้นรถไปหน่วยกันเลย ดูๆ ไปก็แปลกๆ นะ เป้ ยัดใส่หลังแคปรถพี่เจ แต่คนมาเบียดกันอยู่ท้ายรถเจ้าหน้าที่ ที่ไม่มีหลังคา มีแต่พี่เป้ กับหวาน ที่ไปนั่งเป็นเพื่อนเจ้าหน้าที่ พอแวะเข้าห้องน้ำระหว่างทาง เราก็..กระโดดไปนั่งหน้า รักษาความสมดุลซะหน่อย..

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

น้ำตกโกรกอิดก ล่ำลือ ชี่เสียงทีลอซูน้อย แห่งสระบุรี

เปิดกันแปลกๆ หน่อย ด้วย คลิปการเดินทาง

ร่ำลือ ชื่อดัง น้ำตกโกรกอิดก
บ้างบ้างเดินไกล บ้างว่างไปเมื่อไหร่ก็หลง
บ้างว่าผีดุ :o
แต่ที่รู้ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า เส้นทางน้ำตกโกรกอิดก เป็นสวรรค์ของบรรดานักถ่ายภาพมาโคร
ด้วยระยะทางเดิน ประมาณ 4 กิโลเมตร
เส้นทาง ข้ามน้ำ เป็นระยะๆ สามารถหยุดชมความงาม ของสายน้ำหรือบรรดาแมลง เห็ดต่างๆ ที่ชุกชุม โดยเฉพาะเห็นแชมเปน และเห็ดขน
เรียกว่า ที่นี่เป็นสวรรค์ของ บรรดา ผู้ที่ชอบถ่ายมาโครเลย
ออกจากลานจอดรถ ก็ข้ามน้ำกันก่อนเลยทีเดียว





ทริปนี้เป็นทริปแรก ที่ได้ร่วมเดินทางกับต้วมเตี้ยมคลับ
นักหมายกับชาวต้วมเตี้ยม ที่ lotus รังสิต ตอน 7:15 ของวันเสาร์ แต่ว่า...รถเมย์ออกจากบ้านนอกอยู่ไหนว่า กว่าจะถึง ประเดิมทริปแรกเจอหน้าด้วยการไปสายซะเลย...
รถสองแถวป๋าก้อง เครื่องแรงมากกกกกกก
ดริฟ ยิ่งกว่า อกิละ ซะอีก(ป๋าไม่นึกถึงคนนั่งหลังบ้างเลยนะ)

ด้วย step การทำเวลาในการเดินทาง
แวะทานเข้ามื้อเช้าที่นครนายก และพร้อมเดิน เมื่อเวลา 11 โมงตรง

ชิลๆ โอ้ย คนนั้นเสื้อกันฝน คนนี้ถุกกันทาก :o จ๊าก
นี่เหรอชิล









ทริปนี้เจอกล้วยไม้ สวยๆ ด้วย แต่เจอแค่จุดเดียวนะ เป็น กล้วยไม้ตระกูลเอี้ยงเม็ดดุม
ดอกเล็กว่าหัวไม้ขีดไฟ แต่ก็มีความงามที่โดนใจ เพราะไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน



วันนี้ น้ำเยอะกว่าครั้งที่เคยมาครั้งก่อนมาก
การถ่ยภาพ น้ำตกโกรกอิดกให้พริ้วไหว ก็ทำได้ยากขึ้น กล้องคอมแพค อย่างผม หมดสิทธิ์ ปล่อยให้บรรดา กล้องโปรๆ จากสมาชิกต้วมเตี้ยมดำเนินการไป












ดูเพิ่มเติม

สั้น ลุย ตามประสา เท้ากีบ โกรกอิดก น้ำตก+สายฝน -

สวยๆ แจ่มๆ เนียนๆ ตามแบบต้ามเตี้ยมคลับ (ใครอยากดูรูปสวยๆ เชิญที่บอร์ดนี้เลย)

กระทู้แจม ภาพถ่ายการเดินทาง สู่น้ำตก โกรกอิดก ทริปศึกษาธรรมชาติและวิชาการ การถ่ายภาพ

และบันทึกในแบบ ใจคนจร โกรกอิดก น้ำตก+สายฝน

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คัดค้านสร้างโครงเหล็ก ผาเดียวดาย

คัดค้านสร้างโครงเหล็ก ผาเดียวดาย

สองปีที่ผ่านมารู้สึกว่า เฮ้ย อะไรกันวะเนี้ยะ อุทยานแห่งชาติในประเทศไทย กำลังทำอะไรกันอยู่วะ
เริ่มจากได้ยินโครงการ
1. ทำกระเช้าขึ้นภูกระดึง เอาเข้าไป จะทำขึ้นตรงไหน ก็ตกลงผลประโยชน์กันไม่ได้อีก
2. One Stop Service ที่ภูกระดึง โครงการดีแต่ทำแล้วห่วย...
ที่ว่าดีคือ ไม่ต้องไปวิ่งติดต่อหลายที่ ที่ทำแล้วห่วยเพราะ ทั้งติดต่อลูกหาบ จองเต็นท์ ชำระค่าธรรมเนียมอยู่ที่เดียวหมด บางกลุ่มไม่ต้องการใช้ทั้งหมดก็ต้องเสียเวลาเข้าคิวอยู่ที่เดียว ในเทศการที่มีคนมากๆ ส่งสัยได้รอคิวจนค่ำอยู่ตรงนั้นเอง

3. ห้ามก่อประกายไฟ และกฏเกี่ยวกับขยะการจัดการที่ภูกระดึง
ว่าไป เรื่องนี้ คิดดีแต่ได้
ประเด็นร้านค้า เปลี่ยนระบบการจัดการร้านค้า ขยะบนภูกระดึง อุทยานแห่งชาติเก็บแต่ผลประโยชน์ ผลักภาระให้ผู้ประกอบการ
ประเด็นห้ามก่อประกายไฟ แก๊สกระป๋งก็ห้ามใช้
ปัจจุบันร้านอาหารบนภูกระดึง มีไม่พอบริการนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ถ้านั่กท่องเที่ยวทุกคนต้องไปรอคิว กินข้าว ซื้อน้ำ ซื้อกาแฟ ต้มกาแฟจากร้านค้า จะเสียเวลาขนาดไหน
เมื่อก่อน ส่วนหนึ่งของนักท่องเที่ยวสามารถต้มกาแฟกินที่หน้าเต้นท์ได้ ถ้าต่อไปต้องไปรอคิวหมดไม่แย่เหรอ

แล้วในช่วงเทศกาลที่คนเต็มลานภูกระดึง คิดไหม๊ ว่าแค่เรื่องกินข้าว ที่นั่งที่ร้านก็ไม่พอ ถ้าต้องรอคิว คนจำนวน 5000 คนต้องรอคิวนานขนาดไหน(อุทยานแห่งชาติภูกระดึง พร้อมรับนักท่องเที่ยว จัดมาตรการจำกัดคนวันละไม่เกิน 5,000 คน)
ร้านค้า 5 ร้าน หารแล้ว เหลือร้านละ 1000 คนคิดว่าแต่ละร้านใช้เวลาทำกับข้าว กี่ชั่วโมง คนที่นั่งกินที่ร้านต้องใช้เวลากี่ชั่วโมง แบบนี้สงสัยต้องสั่งข้าวกล่องกินกันซะแล้ว
ขึ้นภูกระดึงไปนั่งรอคิวกินข้าว ตืนแต่เช้า ได้กินเที่ยง สั่งเทียงรอกินเย็น ไม่ต้องเดินชมธรรมชาติบนภูกันแล้ว

4. สร้างโครงเหล็กถาวร ที่ผาเดียวดาย อช.เขาใหญ่โครงการล่าสุด เพิ่งผุดและดำเนินการแล้วด้วย...
ผาเดียวดาย ทางเดินใช่ว่าจะอันตราย และลำบากจนต้องสร้างทางเดินถาวร พืชพรรณก็ไม่บอบบางถึงขั้นเหยียบย่ำไม่ได้(ไม่จำเป็นต้องปรับภูมิทัศน์ เหมือนที่ อช.ป่าหินงาม ที่นั่นปรับแล้วดี แต่ที่นี่ปรับแล้ว...)
โครงเหล็กที่ ผาเดียวดายก็ไม่จำเป็นต้องสร้างอีกนั่นแหละ สร้างทำไม สร้างไปแล้วมัน"เกินความจำเป็นไหม"

ผมเน้นคำว่าเกินความจำเป็น เพราะ อุทยานแห่งชาติ ปลูกจิตสำนึกต่อเราว่า ป่า อุทยานแห่งชาติ คือบ้านของสัตว์ป่า
แล้วที่ พยายามจะทำ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้เกินความจำเป็นนั้น เคารพเจ้าของบ้านกันหรือเปล่า
อุทยานแห่งชาติมีหน้าที่ดูแลธรรมชาติไม่ใช่เหรอ จุดไหนอันตรายปิดไป จุดไหน ไม่เหมาะสมปิดไป อย่าพยายามไปดัดแปลงให้ เขตอุทยาน สวยหรูว่า...บรรดารีสอร์ทรอบๆ เลย

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทริปเบาๆ กับเป้หนักๆ เป้าหมาย ยอดเขาพ่อตาโชงโดง

สงกรานต์นี้ ทริปเบาๆ กับเป้หนักๆ เป้าหมาย ยอดเขาพ่อตาโชงโดง ที่อยากไปมาหลายปี...ในที่สุดวันนี้ก็สำเร็จ
จุดหมายไม่ไกลเกินกำลัง






ทริปเบาๆ กับเป้หนักๆ
จากการนัดหมายกับเพื่อนหลายๆ คนว่าจะไปเยือนระนอง ลิ้มลองของอร่ย ที่เคยพาไปชิมเมือสงกรานต์ปีกลาย
ก่อนเดินทางสองวัน ปรากฏว่าสมาชิกถอนตัว 100%(เรียบ) เหลือเราอยู่คนเดียวทำไงดี ไม่น่ามัวแต่รอคนนั้น





คนนี้เลย(แอบบ่นนิดหนึ่ง) แล้วนี่ตั๋วก็ยังไม่ได้จองเอาไงดีหว่า..เราก็มีงานยุ่งเหมือนกันนะ จะล้มเลิกดีไหม?

"ไม่"คำตอบเด็ดขาดจากใจ ตั้งใจแล้วต้องไป..ไหนจะบอกเพื่อนๆ ที่ระนองไว้แล้วด้วย ดีเหมือนกันรอบนี้จะได้ขึ้น
เขาพ่อตาโชงโดงเลย..
แล้วเอาไงดีหว่าจะไปซื้อตั๋วรถที่สายใต้ก็เห็นจะไม่คุ้มเพราะค่ารถไปกลับก็ร่วม 200 แลกกับค่าตั๋ว 400 กว่าๆ งั้น

เสียงเอาข้างหน้า(วันเดินทางเลยแล้วกัน)
ถึงวันเดินทางจริงๆ เอาแล้วไงรถเต็มหมด จริงๆ ก็ควรจะได้ที่นั่งจากตั๋วรถเสริมนะ แต่ว่า...พอได้ยินคำถามจากคนขายว่า"น้องไปกี่คนค่ะ" "คนเดียวครับ"ตอบไปใจหวิวๆ"แล้วน้องข้างหลังไปกี่คนค่ะ" "สองค่ะ"ได้คำตอบแล้วครับ
สองที่นั่งสุดท้าย ถูกจัดให้คนมีคู่ไปแล้ว(สองคนที่เข้าแถวต่อจากเราไปซะงั้น) ตกรถสิแบบนี้
ความหวังยังไม่หมดเมื่อคนขายบอกว่าเอาที่นอนคนขับรถไหม นั่งได้สองที่ สบายกว่าด้วย (ถ้าเป็นยามปกติ รถป.1

หรือ VIP ที่นอนคนขับนี่สบายไม่ใช่น้อย แต่นี่รถเสริมไม่เสี่ยงดีกว่า) "ไม่ครับ "คราวนี้ชัด 100% ตกรถแล้ว

ไงต่อดี
เดินวนไปวนมา..หารถต่อดีกว่าเผื่อมีรถเสริมอีก...(ไม่มีรถผ่านระนองแล้ว) ลองดูรถที่ไปชุมพรก็ได้ เด๋วค่อยต่อ

รถไปอีกที ก็ยังดีกว่านอนเช้าอยู่สายใต้ ได้รถเสริมสมใจ แต่ราคา 460 บาท
ถ้าใครไม่เคยนั่งรถเสริมช่วงเทศกาลขอบอกเลยว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อนนั่งรถ VIP- ป.1 คุณ

หวังว่าทุกคนจะไม่ปิดช่องแอร์ของตัวเองหมดเพราะมันหมายถึงว่าถ้าคุณเปิดช่องเพียงนิดเดียวแอร์ทั้งลดจะวิ่งมา

ออกที่นั่งคุณทันที และมันจะยะเยือกเกินบรรยาย
แต่เมื่อคุณนั่งรถเสริม(ป.2)..คุณจะเฝ้าคอยภาวนาว่า แอร์รถคันนี้จะมีพอให้ทุกคนได้ใช้หายใจและไม่ร้อนจน

ประสาทแดกกันทั้งรถ...
เช้านี้ที่ชุมพร..เจอมอร์ไซด์รับจ้างเรียกค่าบริการ 60 บาท กับการไปส่งเพียงระยะทางไม่ถึง 500 เมตร โอ้ช่างฉวย

โอกาสเอาเปรียบกันซะจริง...
จากชุมพรไประนอง ได้รถเที่ยวแรกของรุ่งกิจทัวร์ถึงระนองเจ็ดโมงนิดๆ ก็แวะเข้าอาบน้ำร้อนที่รักษะวารินดูอีกที

30 กว่าสายเพราะพี่อ๊อนำรถกะบะมารับแต่ไม่เจอ ความผิดนี้อยู่ที่ผมเพราะไม่ได้บอกว่ามาคนเดียว(ธรรมดาพี่ก็

น่าจะรู้ว่าผมเป็นคนยังไง)
สรุปว่าผมต้องนั่งไปไปที่ร้านเอง เพราะพี่อ๊อดกลับไปแล้ว..ไม่เป็นไร เราก็สามารถไปเองได้...ก็จับรถ

สาย3(ระนอง-สะพานปลา) ก็เตรียมเอียงตัวหลบน้ำที่ชาวต่างชาติสาดเข้ามา ที่ระนองครึกครื้นด้วยชาวต่างชาติครับ

ส่วนใหญ่เหมารถออกมาเล่นสงกรานต์กันเลยทีเดียว
"ใช้ ว เป็นไหม"คำถามแรกที่เปลี่ยนการเดินทางครั้งนี้ของผม
"พอได้นิด หน่อย" "งั้นเด๋วไปไปใช้ 1 ตัว ไว้ได้ติดต่อกัน หลังจากนั้นทั้งวันก็ติดท้ายรถ มอร์ไซด์/กะบะ ไปกับเครือข่ายตาสับปะรดระนอง เล่นเอาแดดเผาซะดำ ก่อนจะไปนอนที่ศูนย์วิทยุชลแดนซะหนึ่งคืน

ระหว่าดูปลาก็ใช้ ว ติดต่อ ทีมกะเปอร์ ในที่สุดก็ติดต่อได้ กะเปอร์ 80
หลังจากคุยกันจนได้ความ ก็อาสาให้ผมซ้อนมอร์ไซด์ ไปส่งถึง อ่างเก็บน้ำบ้านหินขาว(คือรถสามารถเข้าได้แค่นั้น)
ทางจากนั้นเป็นทางใต่ภูเขา ต้องใช้ 4x4 หรือวิบาก ในการเดินทางครับ


หลังจากเดินตามทางได้ระมาณ 1 ชั่วโมง ก็มีรถจากตัวอำเภอเข้าหมู่บ้านผ่านมา
จอดรถถามว่าจะไปไหน.. พอบอกว่าจะไปขึ้นเขาพ่อตาโชงโดง ก็เล่นเค้างงกันใหญ่
"มาคนเดียวเหรอ" "คนเดียวครับ"เป็คำตอบที่เรียกความอึ้งได้เป็นคำรพสอง
เค้าบอกว่า ทางมันเดินยากนะไม่มีใครเค้าเดินคนเดียวกันหรอก แต่ผมยืนยันว่าผมเดินได้้ สอบถามข้อมูลมาแล้วมั่นใจว่าสามารถเดินได้..
เอ้าถ้าตั้งใจอย่างนั้นก็ขึ้นรถก่อน จากนี้ไม่บ้านหินกลม อีกหลายกิโล
ผมกล่าวขอบคุณแล้วกระโดดขึ้นไปเบียดกับคนอื่นๆ อยู่กลังกะบะ...
นั่งโยกหัวสั่นหัวคลอนไปตามทางจนถึงหมู่บ้าน เอ้ยก็ไกลจริงๆ ๆตามที่เค้าว่านะ



มาถึงบ้านหลังสุดท้าย ซึ่งเป็นบ้านเจ้าของรถกะบะที่ผมอาศัยเข้ามา...คุยกันจนได้ความว่า สง่า เป็นทีมงานของกลุ่มท่องเที่ยวต้นน้ำพะโต๊ะ ซึ่งก็ถือว่าโชคดีเพราะผมเคยเดินป่าร่วมกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ staff ล่องเก่งพะโต๊ะ มาหลายทริปตอนอยู่ระนอง
มาเจอคนที่ทำงานร่วมกับกลุ่มเดียวกัน คราวนีพอจะคุยกันได้ง่ายละ
ประเด็นก็คือสง่าเค้าเตือนผมว่า"ป่าใต้ไม่เหมือนป่าที่อื่นนะ ไม่มีคนเดินเดือนเดียวทางก็ปิด เทรลก็รกจนมองไม่รู้จักแล้ว.."
ใช่ครับที่สง่าบอกผมก็เหมือนกับที่ผมเคยบอกหลายๆ คนมาหลายๆ ครัง ผมเข้าใจดี...เพราะผมก็มีประสปการณ์การเดินป่าใต้มาพอสมควร
ก็เป็นอันว่า พอจะวางใจกันได้ระดับหนึ่ง เพื่อให้ชัวร์กว่านั้นสง่าให้เบอร์ติดต่อกับผมไว้ และบอกว่าถ้ามีอะไรให้โทรมาถามได้
ผม ก็ถามสง่าในเรื่องจุดสังเกต เทคนิคการเดิน.. สง่าอธิบายจนผมมั่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดได้ ก็เลย ขอตัวออกเดินทางเพราะอยากไปให้ถึงก่อนค่ำ


จุดสังเกตุและเทคนิคการเดินในการขึ้นยอดเขาพ่อตาโชงโดงจากบ้านหินกลมคือ
การเดิน ส่วนใหญ่จะวนซ้าย เพราะยอดเขาอยู่ในทิศทางที่อยู่ซ้ายมือของจุดเริ่มเดิน(ไร่ของสง่า)
การเดินตลอดทางไป ให้มุ่งซ้าย ขณะเดินทางขวามือจะสูงว่าตลอด(เดินไปตามไหล่เขา)
จุดสังเกตุ..ให้สังเกตุเชือกฟางที่จะมีผูกไว้เป็นระยะๆ



อาศัยสังเกตุตามที่สง่าบอกแม้จะ งงๆ บ้างเพราะเชือกฟาง ไม่ได้มีจุดต่อจุดให้เห็นตลอดเวลา บางช่วงก็หลายไป ช่วงใหญ่
แต่ในที่สุดก็ขึ้นถึงสันเขาตอนหนึ่ง พอสบายใจขึ้นละ ต่อจากนี้ คงไม่ไกลเท่าไหร่(คิดเอาเองว่าน่าจะได้เกินครึ่งทางแล้ว)

อีก 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึง หินสลัก "พอตาโชงโดง" รู้สึกได้เลยว่า ความสำเร็จของการเดินทางครั้งนี้ เกิน 80% แล้ว..เหลือแค่ไปที่ตั้งแค้มป์ นอนเก็บความสดชื่นสักคืน ค่อกลับไปเผชิญปัญหาอื่นๆ ต่อ




บ่ายสามกว่าๆ ใช้เวลาเดินทางรวม 2ชั่วโมงครึ่ง นิดๆ
เร็วกว่าเวลาที่คาดการไว้ครึ่งชั่วโมง เพราะไม่รู้ระยะทางและเป้าหมาย
มีเวลาเหลือ ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศซะก่อน







ชมวิวพอแล้วก็ได้เวลา หุงข้าว ทำกับข้าวไว้รองท้องแล้ว

ข้าวที่หุงมื้อนี้เป็นข้าวกล้อง...
หุงโดยใช้กระทะ แทนหม้อ เหตุผลง่ายเพราะมันจะได้ร้อนและสุกไว ทานคนเดียวแค่ใช้กะทะก็พอแล้ว (ประยุกต์นิดหน่อย)
ผลงานที่ได้อย่างที่เห็น

ต่อไปก็กับข้าว...
กับข้าวมื้อนี้เป็นหมู ปรุงโดยใช้เนื้อหมูสามชั้นที่ซื้อมาจากตลาดกะเปอร์ครับ
แบ่งครึ่งหนึ่ง คลุกเกลือแล้วก็ ตั้งไฟเลย
ไม่ต้องใส่น้ำมันอะไรทั้งสิ้น วิธีนี้ถ้าหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่าผัดเค็ม..แต่นี่เราใช้ชิ้นใหญ่เลย
เอาไว้กินง่ายๆ


เสร็จแล้ว...อาหารที่ได้จากผีมือการปลุงของตัวเอง ;D
ข้าวกล้องหอมๆ เนื้อหมูร้อนๆ กรุ่นด้วยกลิ่นควันไฟ...
อ่อ...สำหรับใครที่สงสัย ทริปนี้ไม่มีแก๊ส ไมีตะเกียง มาใช้ชีวิตลำบากสักหน่อย..ด้วยการหุงข้าวทำกับข้าวกับฟืน
แต่ขอใช้ไปแช็กนะ...

ก็..ไงดีละ :o
แบบว่าช่วงหนังๆ เวลาไปเที่ยวที่ไหน เราก็จะติดความสะดวกสบาย ใช้แก๊สบ้าง สั่งอุทยานบ้าง
หลายๆ ที่ก็ไม่อนุญาติให้ก่อกองไฟ หรือใช้ฟืน
บางทริปก็ก่อไฟไม่สะดวก จึงติดแก๊สไปด้วย ก่อไฟเฉพาะไล่แมลง หรือให้ความอบอุ่นเท่านั้น
ทริปนี้ ก็เลยขอจัดเต็มซะหน่อย (จริงๆ ก็ยังไม่ถือว่าเต็มนะ ยังไม่ถึงหุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่) ไว้ลองสักทริป



ที่ซุกตัวนอนคืนนี้..
เปลประจำตัว
ไฟล์ชีต
ถุงนอน summer camp
และอุปกรณ์สื่อสาร "ว" สีแดงที่ได้จากท่านระนอง 306 มาใช้ในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มตาสับปะรด ระนอง










คืนนี้อากาศหนาวทีเดียว..สิบองศาต้นๆ เอง
ขอให้ฝันดีกันทุกคน


เช้ามา หมอกเต็มอย่างที่เห็น
หมอกหนามาก..
เช้าวันนี้สดชื่อจริงๆ อากาศเย็นสบายดีจังเลย ;D
ตั้งแต่มายังไม่ได้ถ่ายรูปเหมียวๆ เลย
เหมียวๆ กับอากาศหนาวๆ และสายหมอก







ขากลับลงมา มีสิงโตสยาม...ให้เก็บภาพให้ชื่นใจ...
นึกว่าจะไม่เจอดอกซะแล้ว ยังพอมีให้เห็นดอกบ้างชื่นใจจัง
ดอกที่ถ่ายได้นี่ อยู่บริเวณใกล้ยอดเขาพ่อตาโชงโดง

ใครมาเดิน...พ่อตาโชงโดงอย่าลืมสอดส่ายสายตาหา สิงโตสยามนะครับ ถ้ามาเดินช่วงเดือนเมษาไม่น่าจะพลาดที่จะได้ยลโฉมดอก






ลงมาถึงหมูบ้านหินกลม ใช้เวลาเดินขาลง ชั่วโมงครึ่ง...มากว่าที่กลุ่มอื่นทำนิดหน่อย.
เหตุผลเดียวกับขาขึ้นคือเดินคนเดียว
เห็นผลที่ต่างกับขาขึ้นคือ รู้เป้าหมายแล้ว.. ไปเรื่อยๆ ก็ได้ หาดูอะไรสวยๆ งามๆ ไปเรื่อยๆ
ลง มานั่งจิบกาแฟ คุยกับผู้ใหญ่ที่อยู่ในสวนอีกสองคนร่วมชั่วโมง ใกล้ๆบ้านของสง่า พอเดินต่อมาถึงบ้านแรกของหมู่บ้านปรากฏว่า ท่าน"กะเปอร์ 80 "และ "กะเปอร์ 81" มารออยู่ร่วมสองชั่วโมงแล้ว..
นั่นเพราะตอนนี่ก่อนจะละได้คุยกันผ่าน "ว" บอกว่าจะลง ท่านก็บอกว่าจะมารอ แต่ไม่นึกว่าจะมาเร็วขนาดนี้
ที่ท่านมารอที่บ้านหลังแรกเพราะ เลยไปจากจุดนี้ไม่มีสัญญาน...ทำให้คลาดจากกัน..จนต้องเสียเวลารอ


ผมไปอาบน้ำคุยกับท่านกะเปอร์ 80 อยู่หลายชั่วโมง ก่อนที่ท่านจะไปส่ง เพื่อต่อรถกะเปอร์เข้าเมือง

คืนต่อมาผมก็ไปนอนอยู่บานเพื่อนเก่าสมัยอยู่ระนอง บ้านบอย เจ้าของร้าน"บอยแอร์" ที่เคยทำงานร่วมกัน
รุ่งขึ้นก็ทัวร์ ขับมอร์ไซด์ทัวร์เมืองระนอง ก่อนขึ้นรถกลับกรุงเทพ ในตอนเย็น

ติดตามเรื่องอื่นๆ ได้ที่ http://www.jaikonjaunt.com/board/index.php

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

Day Three ขึ้นยอดภูเขาไฟ Batur ดูวัด Basakin ไปนอน Klungkung



หลังจากที่ออกจากวัดน้ำพุศักดิ์สิทธ์เมื่อวาน เราต้องต้องรีบเดินทางต่อไปยัง ทะเลสาบบาตู ซึ่งคนขับรถอยากให้เราไปถึงก่อนค่ำ แต่ด้วยความที่เรามัวแต่ถ่ายรูปกันนานไปหน่อย ก้เลยต้อง ผ่านโค้งทางชันในตอนค่ำซะอย่างนั้นเอง
ปกติเหมือนทุกที่ คือต้องมีการต่อรองค่าทึ่พักกันก่อน..หลังจากนั้นก็..ติดต่อและต่อรองค่าไกด์นำทาง ค่าไกด์โหดมาก ระยะสั้นก็ 50 $ ไปแล้ว ปานกลางก็ 65$ ท่าจะไม่ไหวม้าง แต่ก็ขอดูระยะยาวหน่อยสิ 75$ จ๊าก จะไหวไหมเนี้ยะ
แต่ละแบบมันมีอะไรบ้าง
shot trip ก็เดินขึ้นถึงปากปล่อง มีอาหารเช้าให้ทาน เป็นแซนวิส ไข่ต้ม(หมกความร้อนภูเขาไฟ) แล้วกล้วยหอม (หมกภูเขาไฟอีกเช่นเดียวกัน)
medium trip ก็มีเหมือน shot trip แหละแต่ได้เดินรอบด้วย
long trip ละก็พาไปทำอาหารเทียง แล้วก็เอาเราไปหมกทายภูเขาไฟ...ใช้เวลากว่าจะลงก็บ่ายๆ
ฟังแล้ว อยากได้แบบ medium แต่ราคาขอบอกว่ารับไม่ได้ งั้นต้องต่อรองหน่อย
ต่อกันสองรอบ พักครึ่งด้วย ที่สุดได้ที่ราคา 170,000 รูเปียร์ต่อคน คิดเป็นเงินไทยก็ 700 บาท เอาวะพอรับไหว หลังจากตกลงตัดใจแล้วก็ถึงเวลาจ่ายเงิน..เรายอมจ่ายค่าห้องพักเต็มราคา แต่ขอจ่ายค่าไกด์ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งจะกลับมาจ่ายหลังจากลงจากภูเขาไฟแล้ว ด้วยเหตุผลว่า เงินรูเปียร์ไม่พอ
ได้เวลาที่ต้องรีบหาอาหารบรรจุท้องกันแล้ว (โปรดจำไว้ว่าชาวบาหลีนอนเร็วนะ..ร้านค้าจะปิดเร็วมาก อย่านึกอยากกินข้าวต้มรอบดึกละ หาไม่ได้หรอก วันนี้ยังโชคดีนะ ถึงเวลาจะล่วงเลยมาเยอะเราก็ยังหาร้านอาหารได้ แถมได้อร่อยถูกใจด้วย..ที่อร่อยถูกใจคงเป็นเพราะเป็นข้าว+ไก่ทอดร้อนๆ อร่อยมาก(แบบว่าถูกปากมากกว่าทุกมื้อ) ราคาต่อคนก็ 15,000 รูเปียร์ก็ไม่แพงนะ

กลับถึงห้องต้องรีบนอนก่อนละพรุ่งนี้ทางโรงแรงจะมาปลุกตอนตีสามเพื่อจะไปรวมกลุ่มเพื่อขึ้นเขา กว่าจะมาปลุกจริงก็ ตีสามครึ่งแล้ว นูราก็ตื่นไปส่งเราที่จุด start ด้วยเช่นกัน
กว่าจะได้เริ่มเดินจริงๆ ก็ตีสี่กว่า ช่วงแรกเดินไปตามถนน ต่อด้วยป่าสน เราแซงกลุ่มอื่นที่บริเวณป่าสน และรวมพร้อมกันอีกครั้งที่กระท่อม ก่อนแยกกันเพราะไปกันคนละทาง เราเบี่ยงขวา(ชุดของเราขึ้นปากปล่อง)
เรากะว่าจะไปให้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้น ขึ้นไปถึงยอดทันนะ แต่ว่า..หมอกจากอากาศที่เย็น ปะทะกับความร้อนจากปล่องภูเขาไฟ ทำเอาเราเปลี่ยนใจเลิกคิดถ่ายพระอาทิตย์ไปเลย

งั้นเดินไปดูวิธีการหมกกล้วย หมกไข่กันดีกว่า อิอิ ทางเดินต้องลงไปในปล่องนิดหนึ่ง..ไม่ยากอะไร แต่ระวังลื่นหน่อยนะ ไอหมอกกับละอองฝนทำพื้นลื่น แต่ตกไปจะแย่
ดูๆ ไป ขอเค้าหยิบกล้วยบ้าง..ปรากฏว่าเคาทำกล้วยเค้าเสียไปลูกหนึ่ง เนื่องจากความที่มันหมกนานไปหน่อยมันอ่อนตัว(ไม่เหมือนใส่กองไฟนะ เหมือนต้มมากว่า) พอเอาไม้เขี่ยะปุ๊บ บุบคาไม้เลย พอจะใช้มือล้วงไปหยิบก็ร้อนจัด ไม่ไหวมือแทบพอง...

มือเช้าเราก็ได้ ไข่และกล้วยที่หมก บวกกับ bali coffee หมอกยังไม่ยอมจาง งั้นก็หาอะไรทำกันดีกว่า...ตามประสาชาวเรา ง้าน เอ้าโดด
โดดเล่นจนได้เพื่อนใหม่ หน้าตี๋เป็นชาวมาเล คุยกันว่าจะมาแลก fb กันที่โรงแรม
(เหอๆทันสมัยซะไม่มี)
เมื่อได้เวลาก็เดินกันต่อ เราต้องแยกกับชุดอื่นเพราะซื้อทริปมาไม่เหมือนกัน (อ๋อลืมบอกเราซื้อ medium trip นะ(ราคาที่บอกนั่นแหละ) เอาละสิ คนนำทางชักจะเริ่มงี่เง่าแล้ว จะพาเราลงซะงั้น เราบอกเราได้ได้เดินรอบด้วยสิ ของเรา medium trip นะ ท่าทางคนนำทางของเรา(ไม่อยากเรียกว่าไกด์เลย)เพราะคงเป็นชาวบ้านผู้หญิงคนหนึ่งมากว่า ที่จะเป็นคนที่มีบัตรไกด์ ก็คุณเธอไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับเราเข้าใจได้(ไม่ใช่ความผิดเรา อิ้ว) สุดท้าย ก็ต้องหันไปปรึกษากับอีกคน(คนนี้แหละนำเราขึ้นมา) สรุปว่า ยอมพาเราเดินอีกเกือบๆ กิโล ไปถึงจุดชมปากปล่องอีกจุดค่อยพาลง ก็ยังดีวะ เอาไว้ก่อนละ
ระหว่างลง เราเริ่มงี่เง่าบ้าง(เค้าคงคิดอย่างนั้นนะ)เพราะเราหยุดเก็บภาพมุมโน่นนี่ไปเรื่อยตามประสาคนชอบ่ถายภาพ จนต้องเร่งแล้วเร่งอีก
มาถึงจุด start เจ้เอ้ กับนูร่า รออยู่แล้ว (ลืมบอกว่าเจ้แกเดินไม่ไหว ทริปนี้ถูกเจ้พัชหลอกมาเดินป่า ปกติถนัดแต่เดินห้าง)

หลังจากอาบน้ำ นั่งพัก และแลก FB กันเสร็จแล้ว เราออกจากที่พักตอนเกือบๆ เที่ยงเพื่อให้ สมาชิกท่านเดียวของเราได้ทำละหมาดตามหน้าที่บ่าวที่ดีขององค์อัลเลาะ

เป้าหมายต่อไป....Pura Besakih วัดใหญ่บนเชิงเขาซึ่งเป็นที่ขาวบาหลีถือศักดิ์สิทธิ์ ส่วนนักท่องเที่ยวถึอเป็นโปรแกรมต้องไปให้ได้
เมื่อไปถึงเราก็ได้เจอ อย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย









บันทึกการเดินทางฉบับเต็ม http://www.jaikonjaunt.com/board/index.php?topic=105.0

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

วันที่สองของการเยือนบาหลีเริ่มจากการเดินเก็บภาพรอบๆ ที่พัก
ได้พบเห็นวัฒนธรรมการเซ่นไหว้ที่เคร่งครัดของชาวบาหลีที่ออกมาทำพิธีแต่เช้า
ขาดไม่ได้ สำหรับวันนนี้ขอถ่ายรูปคู่กับป้ายที่พักสักหน่อย แล้วก็บรรดาสิ่งก่อสร้างที่เขียวครึ้มด้วยมอสที่เกาะพราว







หามื้อเช้าพร้อมด้วยแลกเงินเพิ่มเติม(เพราะนูร่าบอกว่า ไม่จำเป็นต้องแลกเผื่อไว้หรอก แลกวันต่อวันก็ได้)
เสร็จแล้วก็ไปช๊อบ




เสร็จแล้วไปดูการทำผ้าบาติก ได้เห็นการเขียนลายที่มีฝีมือมากๆ ของบรรดาช่างลงเทียน มีบริการเขียนเสื้อให้นักท่องเที่ยวด้วยนะ (จะบริจากเท่าไหร่ก็แล้วแต่เต็มใจให้) แต่เราไม่ดีกว่า เดินดูคนอื่นยื่นเสื้อ ดึงชายผ้าให้บรรดาช่างบรรจงลงลายให้ ดูแล้วก็สวยดีนะเนียะ





ต่อจากนั้นก็ไปร้านทำเครื่องเงิน...ดูแล้ว โอ้งานดี แต่ไม่มีตังค์ซื้อ ไว้กลับไปอุดหนุนงานบ้านเราดีกว่า

ต่อจากนั้นก็วัดถ้ำช้าง



































ไปกันต่อครับ...
จุดนี้เป็นจุดที่มีวัดน่าสนใจอีกวัด
และมีนาขั้นบันไดด้วย
แต่ก่อนหน้านั้น ที่นี่เป็นที่เลื่องชื่อเรื่อง งานหน้ากาก และการถักครับ


















หลังจากนั้นเราก็ไปต่อกันที่วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ หรือ Pura Tirta Empul ซึ่งเป็นวัดที่ ชาวบาหลี นิยมมาประกอบพิธีกรรม...
ที่ขาดไม่ได้ก็คือการอาบบ้ำจากน้ำพุศักดิ์สิทธิ์












link : http://www.jaikonjaunt.com/board/index.php?topic=104.30