วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

หาดทรายดำความทรงจำที่แตกต่าง

ช่วงสงกราณต์ที่ผ่านมา เพื่อนๆ พากันถามว่าจะไปเล่นสงกราณต์ที่ไหน..
คำตอบคือไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหนครับ
แต่อยากจะไปพักผ่อนที่ระนอง...
อย่างที่บอกครับ ว่าอยากไปพักผ่อน ไม่ได้ไปเล่นสงกราณต์อะไรเลย
เพียงแค่อยากหนีลงเกาะ...ไปพักผ่อนเท่านั้นเอง
ไปถึงระนองตั้งแต่ตีห้า...เวลาดีเช้านี้เริ่มกันด้วย การอาบน้ำแร่ที่รักษะวารินกันก่อนแล้วกัน...
สายๆ....ก็ไปหาโรตีมะตะบะกับชาร้อนๆ แบบที่มีรสชาติของชาให้เพื่อนๆ ชาวกรุงได้ติดใจกันไปตามๆ กัน
หลังจากนั้นเป้าหมายของเราคือลงเกาะหาดทรายดำ ไปกางเต้นท์นอนเล่นกันสักหนึ่งคืน...พรุ่งนี้ค่อยกลับมาตะลอนเมือง
เริ่มต้นก็ต้องไปหาเรือที่"ท่าต้นสน"กันก่อน..ขออาศัยเรือชาวบ้านไปเกาะ...(ก็ต้องขอขอบคุณที่มีน้ำใจให้เราอาศัยติดเรือไปด้วยครับ)
เกาะหาดทายดำวันนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีมากนัก...ที่เปลียนไปคือทำเลภูมิประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก..ซึนามิ เมื่อปี 46 นั่นเอง

มีเขื่อนกันดินทะลาย.ซึ่งช่วยให้ไม่เสียพื้นดินไปกับกระแสคลื่นที่สาดเข้าฝั่งมากนัก
แต่ความสงบร่มเย็นและความเป็นมิตรของบรรยาชาวเกาะ ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิมครับ

คืนนี้นอนฟังเสียงคลื่น..กับยุงน้ำเค็มที่แวะเวียนมาตามแต่โอกาสลมสงบ
ตกดึกคนอื่นหลับหมดแล้ว แอบออกไปดูชีิวิตยามน้ำขึ้นของป่าชายเลนคนเดียว..สุขใจจริง..

สงสัยเพื่อนๆ จะติดใจโรตีมะตะบะเนื้อแพะกับ ชากันมากไปหน่อยเค้า..เช้านี้เรียกร้องกลับเข้าระนองแล้วจองร้านเดิม....ได้ครับผมไม่ขัดอยู่แล้ว
มื้อเที่ยง..แนะนำ ข้าวมันไก่หลังศาล..แต่ละจาน(พูนจนจะล้น)เกินอิ่มด้วยซ้ำครับ รับรองติดใจในรสชาติและปริมาณ

กิจกรรมดีๆ ที่วัดหาดส้มแป้น..กี่ปีๆ ก็มีกิจกรรมย้อนยุคให้ชม ช่างสมใจนัก

ก่อนกลับแวะทักทายลุงมนูและสวนเกษตรเชิงธรรมชาติอีกครั้้ง...หวังว่าหน้าฝนนี้จะมีโอกาสมาเยือน..

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

กล้วยป่า..แหล่งน้ำยามคับขัน

แหล่งนี้ำอีกแหล่งหนึ่งที่ปลอดภัยสำหรับ การเดินป่า...
ในกรณีจำเป็นจริงๆ การดึ่มน้ำจากต้นกล้วย ถือเป็นทางรอดทางหนึ่งที่ผมเคยใช้เพื่อรักษากำลังไว้

น้ำจากต้นกล้วยที่พูดถึงคือหยวกกล้วย
บริกเวณต้นกล้วยจะประกอบด้วยกาบกล้วย ที่ล้อมกันอยุ่เป็นชั้นๆ ภายในเป็นใบอ่อนของกล้วย หรือหยวกกล้วย
วิธีการดึ่มน้ำจากต้นกล้วยก็คือการ ตัดต้นกล้วย หรือการเจาะต้นกล้วย หรือการบากต้นกล้วยเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงที่ใช้ลำเลียงน้ำไปเลี้ยงดู สังเคราะห์อาหารนั่นเอง
รสชาติของน้ำที่ดึ่มจากต้นกล้วย คือฝาดๆ หรือออกรสขมนั่นเอง แต่ไม่มีอันตรายสามารถดึ่มได้ ในกรณีจำเป็น

นี่คือเทคนิคเล็กๆ น้อย ๆ ที่ผมใช้เอาตัวรอดยามต้องเดินทางในป่า

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

ดับกระหายด้วยต้นหวานกลางป่า

ดับกระหายด้วยต้นหวานกลางป่า

ก่อนหน้านี้ผมเรียนรู้การดับกระหายยามน้ำที่เป็นเสบียงหมด ด้วยการหาแหล่งน้ำจากลำธาร ต้นกล้วยและเถาวัลย์สองท่อ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ายังมีหวายเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่สามารถให้น้ำดับกระหายได้เช่นเดียวกัน แถมรสชาติยังดีกว่า

การดื่มน้ำจากต้นหวาย ก็เหมือนๆ กับการดื่มน้ำจากเถาวัลย์น้ำนั่นเอง

ก่อนอื่นทำความรู้จักกับต้นหวายก่อน...ต้นหวายในป่านั้นมีอยู่หลายพันธุ์หลายขนาด ขอแนะนำหวายสำหรับที่จะหาน้ำเป็นหวายขนาดใหญ่ เนื่องจากจะมีน้ำในปริมาณที่มาก...อีกทั้งยังสังเกตุง่ายเพราะต้นใหญ่กว่า..

หลักๆ ทำความรู้จักกันก่อนว่า หวายขนาดใหญ่นั้น หลักๆ มีสองประเภทแบ่งตามเนื้อหวาย คือ หวายที่มีสีเนื้อปกติและหวายที่มีนื้อสีเข้ม เรียกว่าหวายแดง(นิยมนำมาทำด้ามมีด) หวายทั้งสองชนิด(*บางท่านว่า..หวายทุกชนิด) สามารถใช้น้ำดื่มได้

น้ำดิ่มที่ได้จากหวายมาจากไหน น้ำดื่มที่ได้จากหวายก็คือ น้ำเลี้ยงของต้นหวายนั่นเองครับ วิธีการตัดก็ตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณหนึ่งช่วงแขน

*ผู้รู้บอกว่า หวายถึงเถาย์สามารถนำมาหุงข้าวได้เป็นหม้อสนามเลยนะ..ถ้าเราตัดแล้วก็รอให้มันหยดแล้วรองน้ำไว้ ....

*การกินน้ำจากหวาย หรือต้นไม้อื่น...ต่อเมื่อถึงคราวจำเป็นเมื่อเราขาดน้ำเท่านั้น

คลองมะเดื่อ ความเชื่อและศาสตร์ป่า

ชีวิตเราพบพานเรื่องราวมากมาย...ใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบหนึ่งในรูปแบบเวลาที่ผมใช้คือ..การใช้ชีวิตในป่า

วันนี้ “ทาซานบอย”ชวนมาเรียนรู้เรื่องวิถีธรรมชาติในชื่อทริปว่า “ลมพัดใบไม้ไหว” สอนให้เรารู้สติในทุกจังหวะชีวิต สอนให้รู้จัดสังเกตุเทือกเขา สอนให้รู้จักสังเกตุเป้าหมาย สอนให้รู้จักสังเกตุต้นไม้ สอนให้รู้จักสังด่านสัตว์ สอนให้รู้จักสังเกตุลำธาร สอนการเคารพป่า


ใจความสำคัญที่ได้มาคือ การเดินป่านั้นต้องรู้จักสังเกตุต้นไม้ รู้ว่าต้นไม้แต่ละต้นมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน ต้องรู้จักแยกแยะให้ออกจดจำให้ได้...ซึ่งจะมีประโยชน์กับเราเมื่อตอนที่เราหลงหรือไม่แน่ใจในเส้นทาง...ความทรงจำจะช่วยเตือนเราได้ ช่วยให้เราสามารถคลำทางกลับได้
การสังเกตุ กิ่งไม้ใบไม้ ใบไม้กิ่งไม้ที่(กีดขวาง)ตามเส้นทางที่เราเดินไป อาจะจำเป็นต้องมุด ต้องลอดผ่านไป มีจุดที่พึงสังเกตุคือ...คือใบไม้บางชนิดเป็นที่อยู่ของเมลง หรือพวกหนอนบุ้งจำเป็นต้องระวังในการมุดการลอดผ่าน
ใยแมลงมุม กิ่งไม้ขวางหน้า...ปกติพรานป่าหรือนักเดินป่าเค้าจะไม่เดินตัดโดยไม่จำเป็นแต่จะใช้วิธีมุดลอดผ่านไป

ทางไหนควรไป...ทางไหนไม่ควรไป โดยปกติทางไหนที่ทึบตัน พรานเค้าจะไม่มุดหรือตัดเข้าไป แล้วจะไปทางไหนละ...ในทุกป่า..จะมีเส้นทางเดินของสัตว์หรือทางด่าน ที่เราสามารถอาศัยเดินได้ ให้สังเกตุร่องรอยของใบไม้ที่โดนเหยียบ ร่องรอยก้อนหินที่พลิกหรือหลุดจากตำแหน่งเดิม ร่องรอยของต้นไม้เล็กๆ ที่ถูกชนถูกเบียด ช่วยให้เราอาศัยสังเกตุเส้นทางได้

***ความรู้ที่ได้จากครั้งนี้...มากมายหลายเรื่อง เอาไว้มาเขียนเป็นเรื่องๆ ไปแล้วกันครับ เด๋วจะยาวเกินไป

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

Langkawi เมืองนกยักษ์..

เคยได้ยินชื่อลังกาวีมานาน ทั้งตำนานและเรื่องเล่า...ในที่สุดเราได้ไปไปเยือน

ตำนานของเกาะลังกาวี...แผ่นดินที่ถูกสาปนานนับ 7 ชั่วคน...
จุดสนใจของเกาะลังกาวี ฟาร์มปลา ,cabel car,สีนันโลกใต้ทะเล,ตำนานอันยาวนานของเจ้าหญิงมัสซูรี หรือไหม สุรี

การเดินทางจากประเทศไทย สู่งลังกาวี
การเดินทางที่สะดวกคือเดินทางจากจังหวัดสะตูล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จากท่าเรือจ.สตูล ค่าเรือ 300 บาท

มาติดตามการเดินทางของพวกเรากันดีกว่า... ว่าต่อจากการเรียนดำน้ำที่เกาะหลีเป๊ะนั่นเลย
จากเกาะหลีเป๊ะก็มีเรือ Speed Boat สำหรับเดินทางไปเกาะลังกาวี โดยตรงเช่นกัน โดย สนนราคาอยู่ที่ เที่ยวละ 1200 บาท มีตอน

เช้า(10:00 น. )และตอนเย็น(16:00 น.) ใช้เวลาเดินทางพอๆ กับจากฝั่ง คือประมาณชั่วโมงครึ่ง
หลังจกาสอบถามราคา พิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ แล้ว
(ค่าเรือจาก เกาะหลีเป๊ะไปฝั่ง 500 นั่งรถจากฝั่างไปท่าเรือ นั่งเรือไปลังกาวี 300 เบตเสร็จแล้วราคาคงไม่ต่างกัน แน่เวลานั้นต่างแนา)

เราจึงตัดสินใจ ใช้บริการเรื่อเที่ยวเช้า
ไปถึงลังกาวีก็ต้องรอเอกสาร pass port ก่อนครับ (ที่ทำการ ต.ม. ที่นี่สี่แจ่มมาก ด้านข้าง เป็นท่าเรือ Speed boat และที่จอด

เรือยอจ จำนวนมาก)
เมื่อได้เอกสาร pass port เป็นที่เรียบร้อย เราก็ออกเดินทางกันต่อโดยเหมา taxi ไป cabel car ค่ารถ ที่ต่อรองได้คือ 100

RM (ค่าเงิน ณ วันนี้ 10.60 บ./1RM) taxi ที่ลังกาวี(และหลายๆ ที่ในมาเลเซียที่ไปเที่ยวมา ใช้อัตราเหมาครับ เหมือนๆ กับนั่งรถ

เมย์บ้านเรานั่นแหละ มีระยะทางและราคาเทียบอยู่(แต่ไม่มีมิเตอร์)

ถึง cable car เราก็หาอะไรทานกนก่อน...ทานเสร็จ จะกลับมาขึ้นหน่อย...:D เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ปิดชั่วคราวครับ เนื่องจากลม

แรง(เฮ้ยนึกว่าปิด ชั่วคราวแบบยาวนานเหมือนบ้านเราซะอีก) อะไม่เป็นไร งั้นฝากกระเป๋าหน่อยได้ไหมครับ จะเดินไปเที่ยวน้ำตกกันก่อน(ตั้งแต่

เริ่มออกเที่ยวต่างประเทศ เราเริ่มมีทักษะภาษามือดีขึ้น (- -") ) พี่เจ้าหน้าทีก็ใจดีครับ รับฝาก เราเลย ออกเดินทางไปเดินชมน้ำตกกันพักใหญ่
กลับมา เย้ๆๆๆ cable car เปิดแล้ว ขึ้นกันเถอะ (ทำไมแถวยาวจังวะ) เอาซื้อตั๋วกันก่อน พอเข้าแถวก็รู้แล้ว(ทัวร์จากเมืองไทย...คง

ไม่ต้องบรรยายอะไรมาก)
เอ่อเค้าว่า ที่นี่มันเป็นที่สุด ในเรื่องอะไรสักอย่าง...ก็อะไรสักอย่างนี่แหละที่ผมนึกไม่ออก
เอาเป็นว่า ผมว่า มันน่าหวาดเสียวทีเดียวแหละ
บนยอดเขามีทางเดินชมวิวด้วย ไม่รู้เค้าเรียกกันว่าอะไรนะ แต่ว่า สวยดี มาทั้งทีก็ไปเก็บภาพกันหน่อย
บรื้อ!!! ความสูงแค่ หกร้อยกว่าเมตร แต่ลมเย็นจนหนาวเลยนะ เราเอ้ยระเหย อยู่จน พระอาทิตย์ตก ลงมาถึงข้าล่างก็มืดแล้ว...พอรับกระเป๋า





เสร็จ พี่เค้าก็แยกย้ายกลับกันเลย(แหมแกรงใจใจ กลายเป็นว่า พี่ๆ เค้าอยู่เฝ้ากระเป๋าให้พวกเรากันเหรอเนื้อ ขอบคุณมากครับ)
หลังจากนั้นก็หารถ taxi ไปตลาดกั๋วกันต่อ
ที่พักเหรอ..ยังไม่มีครับ ไปเสี่ยงหาเอาข้างหน้า...มั่นใจว่าสามารถ..
แล้วเราก็ทำได้จริง ๆ อยู่ใกล้ๆ กับ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้วย คืนละ 700 บาท.นอนได้ครบสมาชิก(5 คน)
เช้าวันรุ่งขึ้นเราเริ่มกันด้วย ไปที่ท่าเรือที่จะเดินทางกลับ ตรวจสอบรายละเอียดการเดินทางกันก่อน เสร็จแล้ว ก็หา taxi เหมาไปเที่ยวกัน เป้า

หมายวันนี้ ที่แรก คือสุสาน มัสซูรี ต่อไปก็ ฟาร์มปลา แล้วก็กลับมาที่จตุรัสนกอินทรี (ดาตารัน ลัง ) จุดที่เราได้ขึ้นรถไปนั่นและ วันนี้ค่ารถเหมา

เหมือนเดิมครับ แต่เป็นรายชั่วโมง เหมารวาม 4 ชั่วโมง. 300RM ถ้าเกินก็ชั่วโมงละ100 RM
สุสานมัสซูรี เป็นสถานที่ที่จัดไว้เป็นเขตสงวนเพื่อคนรุ่นต่อไป ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งห่างจากเมืองกัวห์ ประมาณ 12 กิโลเมตร

สถานที่บูชาแห่งนี้

ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่หญิงสาวคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่บนเกาะลังกาวีเมื่อ 200 กว่าปีก่อน เธอถูกกล่าวหาว่านอกใจสามี เลยถูกตัดสินประหารชีวิตด้วย

กริชที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ตามตำนานกล่าวว่า โลหิตของเธอที่ไหลออกมาเป็นสีขาวและก่อนสิ้นชีพ เธอได้สาบแช่งเกาะนี้ว่าขอให้ไม่เจริญมีแต่ความเสื่อม

โทรมนาน 7 ชั่วโคตร อย่างไรก็ตาม เวลานั้นก็ได้ผ่านมาจนครบกำหนดกับคำสาบแช่งตามตำนาน ในวันนี้เกาะลังกาวีกำลังเจริญรุ่งเรือง จากการ

พัฒนาและผู้คนที่หลั่งไหลมาเยือนเกาะลังกาวีเป็นจำนวนมากขึ้นโดยมีความเชื่อว่าใครที่มาแล้วตั้งใจอธิษฐานก็จะสำเร็จสมดั่งใจทุกคน สถานที่

ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เปิดให้ผู้ที่สนใจในเรื่องของตำนานความเป็นมาต่างๆ ตั้งแต่เวลา 08: 00 – 18:30 (ทุกวัน)

สถานที่ต่อไป ฟาร์มปลา
เป็นสถานที่แสดงการให้อาหารปลานานาชนิด ซื้ออยู่บริเวณ ป่าโกงกาง ตอนหนึ่งของเกาะ ผมได้ทดลงให้อาหารและลูบตัวเจ้ากระแบนตัวเป็นๆ เป็น

ความรู้สึกที่พิเศษไปอีกแบบ

ได้ดูฝูกนกเหยี่ยวแดงและนกออก โฉบจับปลา นั่นถือว่าเป็นความประทับใจของผม นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ

ปิดท้ายก่อนกลับกันด้วยการดูค้าคาวในถ้ำ

และอีกรั้งเรากลับมายังจตุรัสนกอินทรี (ดาตารัน ลัง ) ทันก่อนพระอาทิตย์ตก ให้ได้เก็บภาพยามเย็น กันจนเป็นที่ถูกใจ ก่อนไปหาอะไรอร่อยๆ
ทานกันที่ตลาดกัวห์ รวมถึงเดินหาของฝากจากจากร้านปลอดภาษี แหมมาถึงเมืองปลอดภาษีทั้งที ไม่ซื้ออะไรกลับไปซะหน่อยก็กระไรอยู่นะ

เช้าวันที่ 3 เก็บของเตรียมตัวเกินทางกลับ เป้าหมายจตุรัสนกอินทรี (ดาตารัน ลัง ) ขึ้นเรือกลับสตูล แล้วก็ต่อรถตู้กลับ หาดใหญ่ เพื่อจะเพิ่ม

โอกาสในการเลือกรถกลับกรุงเทพ ให้ทันทำงานวันพรุ่งนี้

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางคร้งนี้ บันทึกไว้ในบอร์ด http://122.155.7.128/~jaikonja/board/index.php?topic=6.0

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

เรียนดำน้ำ scuba ที่หลีเป๊ะ



ทริปเรียนดำน้ำที่หลีเป๊ะ...
เริ่มขึ้นจาก งานปันรักให้น้อง ซึ่ง TKT จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี...ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม ของทุกปี
เมือพฤษภาคม ที่ผ่านมา พี่วิลลี่ เกิดใจดี เปิดประมูล คอร์สดำน้ำขึ้นมา 1 คอร์ส หลักสูตร PADI OPEN WATER
ได้รับความสนใจ จากบรรดาเพื่อน ๆ ที่ไปร่วมงาน แจ่งกันประมูล..เสนอราคากันไป สู้ราคากันมา...
สุดท้ายหยุดที่ราคา 7500 บาท/2คน เต่ขอเพิ่มจาก 1 ใบ เป็น 3 ใบ พี่วิลลี่เกิดใจดี ยอมให้ ก็เลยได้กันมา..
คู่แรกเป็นน้อง ป.ปลา -deerdeer ซึ่งไปเรียนมาแล้วเมื่อหยุดยาวต้นเดือนธันวา....ได้ข่าวว่า...โฆษณากลุ่มหลังไว้เยอะ...

กลุ่มหลัง ประกอบด้วย 2 คู่
Sweet_lemom,Phoenix
หนูหงษ์,TUMAN47
และมีเพื่อนหนูหงษ์(พี่ต่อ) ยอมจ่ายค่าเรียน แต่ขอไปเรียนพร้อมกลุ่มนี้...ไม่รู้ว่าพี่ต่อคิดถูกหรือคิดผิดที่ไปเรียนกับชุดนี้..

แน่นอนว่า การเรียนครั้งนี้...พี่วิลลี่ปวดหัวมิใช่น้อย
การเดินทางเริ่มขึ้นจากนัดหมายกันที่สายใต้....สองทุ่ม วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009(คนอื่นเค้าฉลองคริสมาสกันที่ลานเบียร์...เรารึนั่งเพลียอยู่บนรถทัวร์)
ผมบ้านไกลทำไงดี...เอางี้ละกัน..ลางานมันครึ่งวัน และสัปดาห์หน้าก็ลายาวเลย....
"พี่ไท..ถึงไหนแล้ว..."เสียงเจ้าหวานถามมาตอนห้าโมงกว่าๆ
"พี่ถึงรังสิตแล้ว อยู่บนรถตู้กำลังออกจากเมเจอร์"ผมตอบไป

วุ่นวายโน่นนี่ ยังดีที่ไปทันสายใต้ใหม่ตอนทุ่มหนึ่ง...หลังจากไปถึงก็ยึด KFC หาอะไรรองท้อง และรอสมาชิกที่เหลือ..เกือบๆ สองทุ่ม หนูหงษ์ก็โทรมา
บอว่าอยู่ที่ศูนย์อาหาร .."ได้เด๋วจะขึ้นไปหา" ไปถึงก็สวัสดี พี่นุ(เพื่อนหนูหงษ์อีกคนที่สำรองค่าตั๋วรถให้เราไปก่อนแล้ว)พี่ต่อ และพื่อนพี่นุอีกคน(ขออภัยจำชือไม่ได้แล้ว)
ขาดอยู่คนเดียว..ชายตู่
"อยู่ไหน.." เสียงกรอกโทรศัพท์ไปแบบเป็นกันเอง
"คิวรถตู้บางนา...ไม่มีรถตู้เลยวะ คนรอเต็ม"TUMAN47 ตอบมา...เวรละไง ใกล้เวลารถออกแล้ว..จะทันไหมวะเนี้ยะ...
ไม่น่าเชื่อ..ตู่ทำได้ ...โดยการหารคนที่รอรถ หารค่า texi กันมา...ถึงแม้จะช้ากว่ากำหนดรถออก เด็กรถคน นายท่าน จะทำท่าทีอย่างไรก็ตาม แต่ตู่ก็มาทันขึ้นรถที่สายใต้จนได้(อย่างไม่น่าเชื่อ)
เราถึงหาดใหญ่ตอนเช้า...แถมลงรถผิดที่อีก เลยต้องต่อรถสองแถวไปที่คิวรถตู้ เพื่อขึ้นรถตู้ไปลง ปากปารา
มื้อแรกของวันนี้ เราฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารใกล้ๆ ท่าเรือ พร้อมด้วยเตรียมอุปกรณ์เสบียง จำนวนหนึ่งสำหรับประหยัดค่าใช้จ่ายบนเกาะหลีเป๊ะ..

เรือspeed Boat ที่ให้บริการ นำเราไปแวะตะรุเตา...ให้เราขึ้นไปเก็บรูป 10 นาที่ แล้วก็ต่อไปแวะที่เกาะไข่...
เกาะไข่คืออะไร...เกาะไข่คือเกาะเล็ๆ เกาะหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย.......นอกจาก นอกจากซุ้มประตูหิน..ที่เรียกกันว่า..."ซุ้มรักนิรันดร์"เชื่อว่า คู่รักถามเดินจับเมือกันรอดซุ้มนี้แล้วจะได้แต่งงานกัน(แต่ห้ามเดินลอดกลับนะ ต้องอ้อมไปทางอื่น)
...ผมไม่ได้ลอดหรอก..เพราะมัวแต่หามุมถ่ายรูปอยู่

ออกจากเกาะไข่ คราวนี้ตรงไปเกาะหลีเป๊ะ
จุดจอดเรือ เป็นโป๊ะสำหรับต่อเรือเล็กเข้าฝั่ง ค่าบริการเรือเล็กคนละ 50 บาท.
เป้าหมายของเราอยู่ที่ satun South Sea ซึ่งอยู่ห่างจากริมหาดเพียงแค่ 100 เมตร
คืนนี้เรามีนัดกันที่ร้าน ไปทำควมรู้จักกับอุปกรณ์ ดำ scuba กันก่อน

Masks=หน้ากาก
Snorkel =สำหรับหายใจผิดน้ำ
Fins=ตีนกบ
- Full Foot แบบที่คนทั่วไปใช้กันคือเป็นรองเท้าเลย
- Open Heel แบบที่ใช้พับรองเท้าบูท(บูทสำหรับใส่ดำน้ำ)
Regulator =ไว้หายใจรับอากาศจากถัง
BCD ชุดเติมอากาศ สำหรับใจควบคุมการลอยตัวใต้น้ำ
Gauge =ตัวบอก อากาสในถัง และความลึก
Gloves= ถุงมือ(ไม่ได้ใส่ตอนเรียนอะ)
Octopus =ไว้หายใจรับอากาศจากถัง เหมือนRegulator(หรือเรียนกว่า Regulator สำรอง คงได้ แต่ข้อมูลว่า จ่ายอากาศไม่นิ่มเหมือน Regulator ตัวหลักนะครับ)


เช้าวันแรก ลงทะเล หัดตีขากันก่อน.... เมื่อยซะไม่มีอะ
บ่าย..โดนจับลงทะเลแล้ว คราวนี้ จะรอดไหม๊
ดีนะที่วันนี้ แค่ลงน้ำตื่นๆ ริมฝั่งก่อน


วันที่สอง.....ออกทะเล

เป้าหมาย...อ่าวเรือใบ...ฝึกทุกอย่างที่เีรียนที่ริมฝั่งกันอีกรอบ....

ฝึก
วันที่สาม...ยังคงอยู่แถวอ่าวเรือใบ
วันที่สี วันสุดท้ายแล้ว..เหมือนพี่วิลลี่จะดีใจกว่าพวกเราอีก...
วันนี้..ตอนเช้าเราไปที่หน้าพรรีสอร์ท(จากเป้าหมายแรกที่จะไปคือกองหินขาว)

บ่ายมาเก็บกองหินขาว เพราะตอนเช้าคลื่นแรง


วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ภูสอยดาว อุตรดิตถ์







บันทึกการเดินทาง เที่ยวชมภูสอยดาว ในฐานะ staff ของทริปอย่างเป็นทางการ






10 ชิวิตลูกทัวร์ กับการเดินเก็บความงามในธรรมชาติ ก่อนการเดินทาง



3 วัน 2 คืน แห่งประสปการณ์ความงาม ของธรรมชาติพันธุ์ไม้ บนยอดภู
linkบันทึกการเดินทาง