วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ไม่ว่าจะดูสิ้นหวังแค่ไหน...อย่าถอดใจเป็นอัดขาด


ผมได้เรียนรู้เรื่องนี้จากประสปการณ์จริง จึงนำมาแบ่งปันให้ท่านทั้งหลายได้ทราบก่อนอื่นก็ต้องขอเท้าความเล็กน้อยก่อน ว่าผมไม่เคยรู้สึกว่าใกล้ความตายเท่าครั้งนี้เลย

ดำน้ำ กิจกรรมชมความงามที่มีความเสี่ยง..

เรื่องราวมันเกิดเขึ้นเมื่อผมไปดำน้ำที่พัทยา เป็นทริปแรกในการดำเรือจมของผมเลยก็ว่าได้

ด้วย ความมือใหม่จึงยังใช้ฟินไม่คล่อง...ความคุมการจม-ลอย (Buoyancy Control)ที่ยังไม่ได้เรื่องกับเรื่องกายหายใจที่ยัง ใช้อากาศเปลืองมากด้วย

ครั้งแรกกับการลงความลึกถึง 31 เมตร ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวและความตื่นเต้นในการดำเรือจมทริปแรก

ขณะที่กำลังเพลินกับการดำชมรอบเรือครามและพยายามฝึกผายใจ โดยมีอาจารย์คอยถ่ายรูปให้ตามมุมต่างๆนั้น

เช็คอากาศในถังแล้ว เหลืออีก 50 อาจารย์บอกว่า ยังได้อยู่....



รู้ตัวอีกที่ อากาศเป็นศูนย์ หายใจไม่ได้ หันซ้าย ไม่เห็นใคร หันขวา ไม่เห็นใคร !!!

แว้งตัวกลับมองด้านหลัง ไม่เห็นใคร !!!!คิดในใจตายแน่แล้ว...

พยายามมองด้านหน้าก็ไม่เห็นใคร แต่จำได้ว่า..อาจารย์ไปทางด้านนี้ ...

พยายามหายใจเบาๆ ตีขาแร็วๆ ด้วยความหวังจะตามตามไปทันอาจารย์หรือใครสักคนข้างหน้า...บุ๊ม บุ๊ม..

วิสัยทัศน์ใต้น้ำก็มองเห็นได้ไม่ถึง 6 เมตร ทำไงดี...นี่ต้องมาตายอยู่ใต้ทะแลแบบนี้เหรอเนี้ยะเอี๊อก...ในที่สุด อากาศก็หมดถัง

ยังไม่เห็นใคร..คิดในใน ไม่รอดแน่แล้ว แม่ครับ พ่อครับ บาปบุญที่มีคงหมดลงเพียงแค่นี้แล้ว

นึกถึงคำสอนต่างๆ ที่พ่อเคยสอนไว้ว่าอย่ายอมแพ้ ท้อได้แต่อย่าถอย..เอาวะ ตีขามันไปเรื่อยๆ ...ในคอก็หวานเลือดขึ้นมาแล้ว ....

ขณะจิตนั้นเอง ...บอกตัวเองว่า ไม่ว่าจะดูสิ้นหวัง มืดมนหมดหนทางแค่ไหน ก็อย่าถอยใจ อย่าหยุดพยายามเป็นอันขาด



ขณะ ที่สมองเริ่มมึน หูอื้อแล้วนั้นแหละเห็นอาจารย์โผล่มาจากมุมเรือไกลๆ ตีขาสุดฤทธ์รู้ว่าจะให้อาจารย์ดูเกตวัดอากาศ ก็คงไม่ทันละ ตายก่อนแน่

ผมตีขาสุดชีวิด รู้ว่า ภายในไม่เกิด 5 วินาที ถ้าไม่ได้อากาศผมไม่รอดแน่(ความรู้นึ้เกิดจากการฝึกฝนกลั้นหายใจ ตามผระสาเด็กบ้านนอก)

พอตีขามาจะถึงตัวอาจารย์ ก็กระตุกหมดแรงแล้ว..อาจารย์ก็ยังคงไปเรื่อยๆ....

ฮึดอีกที...ตีฟิน อย่างเร็ว สองรอบ มือคว้าได้ ฟินอาจารย์ ในความรู้สึกว่ากระตุกให้อาจารย์รู้ตัว

แต่ ว่าขณะนั้น เรามันแย่แล้ว ด้วยความกลัวตาย ด้วยความไม่รู้สภาพของตัวเอง ดึงอาจารย์ที่น้ำหนักต่างกันเท่าตัว ถูกกระชากถอยหลังได้เลยแรงก็ไม่มี สัญญาณมือหรือ ลืมหมดแล้ว ทำได้อย่างเดียวคือโชว์เกตวัดอากาศให้อาจารย์ดู

ภาพที่อาจารย์ค่อยๆ ปลด Octopus มาให้หายใจ...นั้นช่างเชื่องช้าจริงๆ แต่อย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองรอดแล้ว...

เมื่อ รับ Regulator (Octopus) มาได้ ผมก็สูดหายใจแบบเต็มที่ ไปสามสี่รอบเพื่อ..รับอากาศเข้าสู่ร่างกาย หลังจากนั้นก็ อ้อมตัวเอง ไปอยู่ด้านหลัง

แล้วก็จับ สายแขวน BCD ของอาจารย์แล้วก็รอยตัวให้อาจารย์ลากไป.....

อาจารย์ พามาส่งถึงเชือกทุ่นก็ฝากให็คนอื่นพาขึ้นผิวน้ำ ...ส่วนอาจารย์ก็จะกลับไปดูศิษย์(เพื่อน)อาจารย์อีกคนที่ ลงมาดำด้วยกันในไดร์นี้ก่อน



หลังจากเปลี่ยน ไปใช้อากาศจากถังของคนที่อาจารย์ฝากแล้ว ผมก็เกาะแค่สาย BCD ให้เค้าลากขึ้นไปเหมือนเดิมความรู่สึกว่าพักน้ำที่ 5 เมตร นานมาก

ในที่สุดก็ถึงผิวน้ำ และกลับขึ้นเรือได้ บ้วนน้ำลายดู...

น้ำลายปนเลือดแดงๆ ตามที่คาดไว้รู้สึกดีใจกับชีวิตที่รอดมาได้รู้สึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่เป็นแรงบรรดาลใจให้ผมสู้

ขอบคุณคุณครูและขอบคุณตัวเอง ที่ไม่ถอยใจ..ไม่เช่นนั้น ผมคงไม่ได้โอกาสมานั่งถ่ายทอดความรู้สึกนี้แล้ว

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปลูกป่าชายเลน

มีเรื่องสนุก ๆ มาเล่าให้ฟัง หลังจากไปทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลนร่วมกันมา
นานๆ จะมีกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันสักที...
หลังจากที่พูดคุยกันจนต้องโหวดว่า จะทำอะไรดี แล้วสุดท้ายก็มาลงที่ ปลูกป่าชายเลน จมโคลนเล่นกัน แล้วตบท้ายด้วยการเล่นกระดานเลน ;D อันนี้แหละที่โปรด
หลังจากกำหนดการ เรียบร้อย เราก็ได้เวลา ไปเฮฮากันได้แล้ว

สถานที่ทำกิจกรรม ถ่ายรูปรวมกันหน่อย


วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

หาดทรายดำความทรงจำที่แตกต่าง

ช่วงสงกราณต์ที่ผ่านมา เพื่อนๆ พากันถามว่าจะไปเล่นสงกราณต์ที่ไหน..
คำตอบคือไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหนครับ
แต่อยากจะไปพักผ่อนที่ระนอง...
อย่างที่บอกครับ ว่าอยากไปพักผ่อน ไม่ได้ไปเล่นสงกราณต์อะไรเลย
เพียงแค่อยากหนีลงเกาะ...ไปพักผ่อนเท่านั้นเอง
ไปถึงระนองตั้งแต่ตีห้า...เวลาดีเช้านี้เริ่มกันด้วย การอาบน้ำแร่ที่รักษะวารินกันก่อนแล้วกัน...
สายๆ....ก็ไปหาโรตีมะตะบะกับชาร้อนๆ แบบที่มีรสชาติของชาให้เพื่อนๆ ชาวกรุงได้ติดใจกันไปตามๆ กัน
หลังจากนั้นเป้าหมายของเราคือลงเกาะหาดทรายดำ ไปกางเต้นท์นอนเล่นกันสักหนึ่งคืน...พรุ่งนี้ค่อยกลับมาตะลอนเมือง
เริ่มต้นก็ต้องไปหาเรือที่"ท่าต้นสน"กันก่อน..ขออาศัยเรือชาวบ้านไปเกาะ...(ก็ต้องขอขอบคุณที่มีน้ำใจให้เราอาศัยติดเรือไปด้วยครับ)
เกาะหาดทายดำวันนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีมากนัก...ที่เปลียนไปคือทำเลภูมิประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก..ซึนามิ เมื่อปี 46 นั่นเอง

มีเขื่อนกันดินทะลาย.ซึ่งช่วยให้ไม่เสียพื้นดินไปกับกระแสคลื่นที่สาดเข้าฝั่งมากนัก
แต่ความสงบร่มเย็นและความเป็นมิตรของบรรยาชาวเกาะ ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิมครับ

คืนนี้นอนฟังเสียงคลื่น..กับยุงน้ำเค็มที่แวะเวียนมาตามแต่โอกาสลมสงบ
ตกดึกคนอื่นหลับหมดแล้ว แอบออกไปดูชีิวิตยามน้ำขึ้นของป่าชายเลนคนเดียว..สุขใจจริง..

สงสัยเพื่อนๆ จะติดใจโรตีมะตะบะเนื้อแพะกับ ชากันมากไปหน่อยเค้า..เช้านี้เรียกร้องกลับเข้าระนองแล้วจองร้านเดิม....ได้ครับผมไม่ขัดอยู่แล้ว
มื้อเที่ยง..แนะนำ ข้าวมันไก่หลังศาล..แต่ละจาน(พูนจนจะล้น)เกินอิ่มด้วยซ้ำครับ รับรองติดใจในรสชาติและปริมาณ

กิจกรรมดีๆ ที่วัดหาดส้มแป้น..กี่ปีๆ ก็มีกิจกรรมย้อนยุคให้ชม ช่างสมใจนัก

ก่อนกลับแวะทักทายลุงมนูและสวนเกษตรเชิงธรรมชาติอีกครั้้ง...หวังว่าหน้าฝนนี้จะมีโอกาสมาเยือน..

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

กล้วยป่า..แหล่งน้ำยามคับขัน

แหล่งนี้ำอีกแหล่งหนึ่งที่ปลอดภัยสำหรับ การเดินป่า...
ในกรณีจำเป็นจริงๆ การดึ่มน้ำจากต้นกล้วย ถือเป็นทางรอดทางหนึ่งที่ผมเคยใช้เพื่อรักษากำลังไว้

น้ำจากต้นกล้วยที่พูดถึงคือหยวกกล้วย
บริกเวณต้นกล้วยจะประกอบด้วยกาบกล้วย ที่ล้อมกันอยุ่เป็นชั้นๆ ภายในเป็นใบอ่อนของกล้วย หรือหยวกกล้วย
วิธีการดึ่มน้ำจากต้นกล้วยก็คือการ ตัดต้นกล้วย หรือการเจาะต้นกล้วย หรือการบากต้นกล้วยเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงที่ใช้ลำเลียงน้ำไปเลี้ยงดู สังเคราะห์อาหารนั่นเอง
รสชาติของน้ำที่ดึ่มจากต้นกล้วย คือฝาดๆ หรือออกรสขมนั่นเอง แต่ไม่มีอันตรายสามารถดึ่มได้ ในกรณีจำเป็น

นี่คือเทคนิคเล็กๆ น้อย ๆ ที่ผมใช้เอาตัวรอดยามต้องเดินทางในป่า

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

ดับกระหายด้วยต้นหวานกลางป่า

ดับกระหายด้วยต้นหวานกลางป่า

ก่อนหน้านี้ผมเรียนรู้การดับกระหายยามน้ำที่เป็นเสบียงหมด ด้วยการหาแหล่งน้ำจากลำธาร ต้นกล้วยและเถาวัลย์สองท่อ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ายังมีหวายเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่สามารถให้น้ำดับกระหายได้เช่นเดียวกัน แถมรสชาติยังดีกว่า

การดื่มน้ำจากต้นหวาย ก็เหมือนๆ กับการดื่มน้ำจากเถาวัลย์น้ำนั่นเอง

ก่อนอื่นทำความรู้จักกับต้นหวายก่อน...ต้นหวายในป่านั้นมีอยู่หลายพันธุ์หลายขนาด ขอแนะนำหวายสำหรับที่จะหาน้ำเป็นหวายขนาดใหญ่ เนื่องจากจะมีน้ำในปริมาณที่มาก...อีกทั้งยังสังเกตุง่ายเพราะต้นใหญ่กว่า..

หลักๆ ทำความรู้จักกันก่อนว่า หวายขนาดใหญ่นั้น หลักๆ มีสองประเภทแบ่งตามเนื้อหวาย คือ หวายที่มีสีเนื้อปกติและหวายที่มีนื้อสีเข้ม เรียกว่าหวายแดง(นิยมนำมาทำด้ามมีด) หวายทั้งสองชนิด(*บางท่านว่า..หวายทุกชนิด) สามารถใช้น้ำดื่มได้

น้ำดิ่มที่ได้จากหวายมาจากไหน น้ำดื่มที่ได้จากหวายก็คือ น้ำเลี้ยงของต้นหวายนั่นเองครับ วิธีการตัดก็ตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณหนึ่งช่วงแขน

*ผู้รู้บอกว่า หวายถึงเถาย์สามารถนำมาหุงข้าวได้เป็นหม้อสนามเลยนะ..ถ้าเราตัดแล้วก็รอให้มันหยดแล้วรองน้ำไว้ ....

*การกินน้ำจากหวาย หรือต้นไม้อื่น...ต่อเมื่อถึงคราวจำเป็นเมื่อเราขาดน้ำเท่านั้น

คลองมะเดื่อ ความเชื่อและศาสตร์ป่า

ชีวิตเราพบพานเรื่องราวมากมาย...ใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบหนึ่งในรูปแบบเวลาที่ผมใช้คือ..การใช้ชีวิตในป่า

วันนี้ “ทาซานบอย”ชวนมาเรียนรู้เรื่องวิถีธรรมชาติในชื่อทริปว่า “ลมพัดใบไม้ไหว” สอนให้เรารู้สติในทุกจังหวะชีวิต สอนให้รู้จัดสังเกตุเทือกเขา สอนให้รู้จักสังเกตุเป้าหมาย สอนให้รู้จักสังเกตุต้นไม้ สอนให้รู้จักสังด่านสัตว์ สอนให้รู้จักสังเกตุลำธาร สอนการเคารพป่า


ใจความสำคัญที่ได้มาคือ การเดินป่านั้นต้องรู้จักสังเกตุต้นไม้ รู้ว่าต้นไม้แต่ละต้นมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน ต้องรู้จักแยกแยะให้ออกจดจำให้ได้...ซึ่งจะมีประโยชน์กับเราเมื่อตอนที่เราหลงหรือไม่แน่ใจในเส้นทาง...ความทรงจำจะช่วยเตือนเราได้ ช่วยให้เราสามารถคลำทางกลับได้
การสังเกตุ กิ่งไม้ใบไม้ ใบไม้กิ่งไม้ที่(กีดขวาง)ตามเส้นทางที่เราเดินไป อาจะจำเป็นต้องมุด ต้องลอดผ่านไป มีจุดที่พึงสังเกตุคือ...คือใบไม้บางชนิดเป็นที่อยู่ของเมลง หรือพวกหนอนบุ้งจำเป็นต้องระวังในการมุดการลอดผ่าน
ใยแมลงมุม กิ่งไม้ขวางหน้า...ปกติพรานป่าหรือนักเดินป่าเค้าจะไม่เดินตัดโดยไม่จำเป็นแต่จะใช้วิธีมุดลอดผ่านไป

ทางไหนควรไป...ทางไหนไม่ควรไป โดยปกติทางไหนที่ทึบตัน พรานเค้าจะไม่มุดหรือตัดเข้าไป แล้วจะไปทางไหนละ...ในทุกป่า..จะมีเส้นทางเดินของสัตว์หรือทางด่าน ที่เราสามารถอาศัยเดินได้ ให้สังเกตุร่องรอยของใบไม้ที่โดนเหยียบ ร่องรอยก้อนหินที่พลิกหรือหลุดจากตำแหน่งเดิม ร่องรอยของต้นไม้เล็กๆ ที่ถูกชนถูกเบียด ช่วยให้เราอาศัยสังเกตุเส้นทางได้

***ความรู้ที่ได้จากครั้งนี้...มากมายหลายเรื่อง เอาไว้มาเขียนเป็นเรื่องๆ ไปแล้วกันครับ เด๋วจะยาวเกินไป

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

Langkawi เมืองนกยักษ์..

เคยได้ยินชื่อลังกาวีมานาน ทั้งตำนานและเรื่องเล่า...ในที่สุดเราได้ไปไปเยือน

ตำนานของเกาะลังกาวี...แผ่นดินที่ถูกสาปนานนับ 7 ชั่วคน...
จุดสนใจของเกาะลังกาวี ฟาร์มปลา ,cabel car,สีนันโลกใต้ทะเล,ตำนานอันยาวนานของเจ้าหญิงมัสซูรี หรือไหม สุรี

การเดินทางจากประเทศไทย สู่งลังกาวี
การเดินทางที่สะดวกคือเดินทางจากจังหวัดสะตูล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จากท่าเรือจ.สตูล ค่าเรือ 300 บาท

มาติดตามการเดินทางของพวกเรากันดีกว่า... ว่าต่อจากการเรียนดำน้ำที่เกาะหลีเป๊ะนั่นเลย
จากเกาะหลีเป๊ะก็มีเรือ Speed Boat สำหรับเดินทางไปเกาะลังกาวี โดยตรงเช่นกัน โดย สนนราคาอยู่ที่ เที่ยวละ 1200 บาท มีตอน

เช้า(10:00 น. )และตอนเย็น(16:00 น.) ใช้เวลาเดินทางพอๆ กับจากฝั่ง คือประมาณชั่วโมงครึ่ง
หลังจกาสอบถามราคา พิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ แล้ว
(ค่าเรือจาก เกาะหลีเป๊ะไปฝั่ง 500 นั่งรถจากฝั่างไปท่าเรือ นั่งเรือไปลังกาวี 300 เบตเสร็จแล้วราคาคงไม่ต่างกัน แน่เวลานั้นต่างแนา)

เราจึงตัดสินใจ ใช้บริการเรื่อเที่ยวเช้า
ไปถึงลังกาวีก็ต้องรอเอกสาร pass port ก่อนครับ (ที่ทำการ ต.ม. ที่นี่สี่แจ่มมาก ด้านข้าง เป็นท่าเรือ Speed boat และที่จอด

เรือยอจ จำนวนมาก)
เมื่อได้เอกสาร pass port เป็นที่เรียบร้อย เราก็ออกเดินทางกันต่อโดยเหมา taxi ไป cabel car ค่ารถ ที่ต่อรองได้คือ 100

RM (ค่าเงิน ณ วันนี้ 10.60 บ./1RM) taxi ที่ลังกาวี(และหลายๆ ที่ในมาเลเซียที่ไปเที่ยวมา ใช้อัตราเหมาครับ เหมือนๆ กับนั่งรถ

เมย์บ้านเรานั่นแหละ มีระยะทางและราคาเทียบอยู่(แต่ไม่มีมิเตอร์)

ถึง cable car เราก็หาอะไรทานกนก่อน...ทานเสร็จ จะกลับมาขึ้นหน่อย...:D เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ปิดชั่วคราวครับ เนื่องจากลม

แรง(เฮ้ยนึกว่าปิด ชั่วคราวแบบยาวนานเหมือนบ้านเราซะอีก) อะไม่เป็นไร งั้นฝากกระเป๋าหน่อยได้ไหมครับ จะเดินไปเที่ยวน้ำตกกันก่อน(ตั้งแต่

เริ่มออกเที่ยวต่างประเทศ เราเริ่มมีทักษะภาษามือดีขึ้น (- -") ) พี่เจ้าหน้าทีก็ใจดีครับ รับฝาก เราเลย ออกเดินทางไปเดินชมน้ำตกกันพักใหญ่
กลับมา เย้ๆๆๆ cable car เปิดแล้ว ขึ้นกันเถอะ (ทำไมแถวยาวจังวะ) เอาซื้อตั๋วกันก่อน พอเข้าแถวก็รู้แล้ว(ทัวร์จากเมืองไทย...คง

ไม่ต้องบรรยายอะไรมาก)
เอ่อเค้าว่า ที่นี่มันเป็นที่สุด ในเรื่องอะไรสักอย่าง...ก็อะไรสักอย่างนี่แหละที่ผมนึกไม่ออก
เอาเป็นว่า ผมว่า มันน่าหวาดเสียวทีเดียวแหละ
บนยอดเขามีทางเดินชมวิวด้วย ไม่รู้เค้าเรียกกันว่าอะไรนะ แต่ว่า สวยดี มาทั้งทีก็ไปเก็บภาพกันหน่อย
บรื้อ!!! ความสูงแค่ หกร้อยกว่าเมตร แต่ลมเย็นจนหนาวเลยนะ เราเอ้ยระเหย อยู่จน พระอาทิตย์ตก ลงมาถึงข้าล่างก็มืดแล้ว...พอรับกระเป๋า





เสร็จ พี่เค้าก็แยกย้ายกลับกันเลย(แหมแกรงใจใจ กลายเป็นว่า พี่ๆ เค้าอยู่เฝ้ากระเป๋าให้พวกเรากันเหรอเนื้อ ขอบคุณมากครับ)
หลังจากนั้นก็หารถ taxi ไปตลาดกั๋วกันต่อ
ที่พักเหรอ..ยังไม่มีครับ ไปเสี่ยงหาเอาข้างหน้า...มั่นใจว่าสามารถ..
แล้วเราก็ทำได้จริง ๆ อยู่ใกล้ๆ กับ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้วย คืนละ 700 บาท.นอนได้ครบสมาชิก(5 คน)
เช้าวันรุ่งขึ้นเราเริ่มกันด้วย ไปที่ท่าเรือที่จะเดินทางกลับ ตรวจสอบรายละเอียดการเดินทางกันก่อน เสร็จแล้ว ก็หา taxi เหมาไปเที่ยวกัน เป้า

หมายวันนี้ ที่แรก คือสุสาน มัสซูรี ต่อไปก็ ฟาร์มปลา แล้วก็กลับมาที่จตุรัสนกอินทรี (ดาตารัน ลัง ) จุดที่เราได้ขึ้นรถไปนั่นและ วันนี้ค่ารถเหมา

เหมือนเดิมครับ แต่เป็นรายชั่วโมง เหมารวาม 4 ชั่วโมง. 300RM ถ้าเกินก็ชั่วโมงละ100 RM
สุสานมัสซูรี เป็นสถานที่ที่จัดไว้เป็นเขตสงวนเพื่อคนรุ่นต่อไป ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งห่างจากเมืองกัวห์ ประมาณ 12 กิโลเมตร

สถานที่บูชาแห่งนี้

ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่หญิงสาวคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่บนเกาะลังกาวีเมื่อ 200 กว่าปีก่อน เธอถูกกล่าวหาว่านอกใจสามี เลยถูกตัดสินประหารชีวิตด้วย

กริชที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ตามตำนานกล่าวว่า โลหิตของเธอที่ไหลออกมาเป็นสีขาวและก่อนสิ้นชีพ เธอได้สาบแช่งเกาะนี้ว่าขอให้ไม่เจริญมีแต่ความเสื่อม

โทรมนาน 7 ชั่วโคตร อย่างไรก็ตาม เวลานั้นก็ได้ผ่านมาจนครบกำหนดกับคำสาบแช่งตามตำนาน ในวันนี้เกาะลังกาวีกำลังเจริญรุ่งเรือง จากการ

พัฒนาและผู้คนที่หลั่งไหลมาเยือนเกาะลังกาวีเป็นจำนวนมากขึ้นโดยมีความเชื่อว่าใครที่มาแล้วตั้งใจอธิษฐานก็จะสำเร็จสมดั่งใจทุกคน สถานที่

ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เปิดให้ผู้ที่สนใจในเรื่องของตำนานความเป็นมาต่างๆ ตั้งแต่เวลา 08: 00 – 18:30 (ทุกวัน)

สถานที่ต่อไป ฟาร์มปลา
เป็นสถานที่แสดงการให้อาหารปลานานาชนิด ซื้ออยู่บริเวณ ป่าโกงกาง ตอนหนึ่งของเกาะ ผมได้ทดลงให้อาหารและลูบตัวเจ้ากระแบนตัวเป็นๆ เป็น

ความรู้สึกที่พิเศษไปอีกแบบ

ได้ดูฝูกนกเหยี่ยวแดงและนกออก โฉบจับปลา นั่นถือว่าเป็นความประทับใจของผม นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ

ปิดท้ายก่อนกลับกันด้วยการดูค้าคาวในถ้ำ

และอีกรั้งเรากลับมายังจตุรัสนกอินทรี (ดาตารัน ลัง ) ทันก่อนพระอาทิตย์ตก ให้ได้เก็บภาพยามเย็น กันจนเป็นที่ถูกใจ ก่อนไปหาอะไรอร่อยๆ
ทานกันที่ตลาดกัวห์ รวมถึงเดินหาของฝากจากจากร้านปลอดภาษี แหมมาถึงเมืองปลอดภาษีทั้งที ไม่ซื้ออะไรกลับไปซะหน่อยก็กระไรอยู่นะ

เช้าวันที่ 3 เก็บของเตรียมตัวเกินทางกลับ เป้าหมายจตุรัสนกอินทรี (ดาตารัน ลัง ) ขึ้นเรือกลับสตูล แล้วก็ต่อรถตู้กลับ หาดใหญ่ เพื่อจะเพิ่ม

โอกาสในการเลือกรถกลับกรุงเทพ ให้ทันทำงานวันพรุ่งนี้

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางคร้งนี้ บันทึกไว้ในบอร์ด http://122.155.7.128/~jaikonja/board/index.php?topic=6.0