วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การถ่ายภาพย้อนแสง (Silhouette)


ไม่น่าเชื่อว่ามีภาพเป็นจำนวนมากมาย ที่ต้องเสียไปเพราะผู้ถ่ายไม่ทราบหลักการถ่ายภาพย้อนแสง(นึกว่าเป็นความสามารถเฉพาะเราคนเดียว )
เรื่องของเรื่อง คือ ก่อนถ่ายภาพทุกครั้ง ให้ดูทิศทางของแสงก่อนเสมอ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรถ่ายภาพย้อนแสง
สถานการณ์ย้อนแสง/ภาพย้อนแสง คือ ภาพที่ถ่ายในขณะที่มีแสงด้านหลังสว่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ถ่ายจากในอาคารโดยมาฉากหลังเป็นหน้าต่างที่เปิดรับแสง
ถ่ายภาพโดยมีพระอาทิตย์อยู่ด้านหลัง หรือมี สปอร์ตไรด์ ส่องจากด้านหลัง.. เหล่านี้คือการถ่ายภาพย้อนแสงเพราะมีแหล่งกำเหนิดแสงที่แรงมากส่องมายังวัตถุที่เราถ่ายภาพ

ภาพที่ออกมาจะไม่เห็นรายละเอียดของวัตถุด้านหลังหลังได้ภาพที่ดูแล้วมืดไปหรือสว่างไป
โดยปกติแล้วเราจะไม่ถ่ายรูปย้อนแสง...แต่ถ้าจำเป็นต้องถ่าย(ก็มุมมันบังคับ) หรืออยากจะถ่าย(การถ่ายรูปคือความสุขจากการมองโลกในมุมที่เราอยากมอง )
เทคนิคในการถ่ายภาพย้อนแสง
แสงสว่างมาจากดวงอาทิตย์
"ควรถ่ายในช่วงเช้า หรือช่วงเย็น แสงแดดเริ่มอ่อน อย่าวัดแสงกับดวงอาทิตย์ตรง ๆ ควรวัดแสงที่ท้องฟ้า เฉียง 45 องศา กับดวงอาทิตย์ และลดรูรับแสงให้แคบลง 2-4 Stop หรือถ้าเป็นเวลาเย็นมาก สามารถมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าได้ ก็วัดแสงที่ดวงอาทิตย์ได้เลย การถ่ายภาพประเภทนี้ต้องระวังเรื่องฉากหน้าและฉากหลังด้วย เพราะจะทำให้รบกวนภาพทำให้ภาพดูรกตา " โปรเค้าบอกมา..
ทีนี้กล้องของเรามีความสามารถแค่ไหน ก็เลือกใช้ตามเหตุการณ์ที่เหมาะสมนะครับ ตอนนี้อย่าถามผมว่า "ลดรูรับแสงให้แคบลง 2-4 Stop " มันทำอย่างไร..ผมยังไม่รู้ และกล้องผมยังมีความสามารถไม่ถึงครับ

อีกวิธีหนึ่งในการแก้ไขในระดับเบื้องต้น ขอให้แก้ไขง่าย ๆ ก่อน คือ แก้ไข โดยการเปิดแฟลซ
การเปิดแฟลซนั้นบางครั้ง กลางแดดก็เคยเห็นช่างภาพบางคนเปิดแฟลซถ่ายรูป อย่าไปตลกเขานะครับ (ผมเคยสงสัยว่า เราใช้กล้อง compact ก็ถ่ายได้นี่ ตากล้องคนนั้นใช้กล้องอย่างดี ราคาแพง แต่ทำไมเค้าเปิดแฟรซ ถ่ายรูป)
ตอนนี้รู้แล้วครับ ว่าเขาทำดีและถูกต้องแล้ว เพื่อให้ได้ภาพตามความต้องการในสภาพแสงที่ไม่เป็นใจกับที่ตากล้องคนนั้นต้องการ หรือมุมของแสงไม่เหมาะสม เค้ารู้ว่าต้องแก้ด้วยวิธีไหน แล้วเค้าก็ได้กระทำแล้ว(อย่างน้อยก็ที่เราเห็นเค้าใช้แฟรซครับ)

แต่ถ้า ภาพที่คุณถ่ายย้อนแสง แต่เป็นวัตถุขนาดใหญ่และอยู่ใกล ๆ ก็ต้องคอยดู(ความรู้ระดับกลาง แล้วครับ) เพราะคุณต้องเรียนรู้"การวัดแสงเฉพาะจุด" ซึ่งยุ่งยากว่า
ตอนนี้ จำง่าย ๆ คือ ถ้าจำเป็นต้นถ่ายย้อนแสง เปิดแฟลซ ทุกครั้งนะครับ.......
ถ้าอยากรู้ถึงความแตกต่างก็ลองไม่ใช่แฟรซกับใช้แฟรซสิครับว่าภาพออกมาต่างกันแค่ไหน
อ่านเพิ่มเติม การถ่ายภาพย้อนแสง (Silhouette)

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อินทนนท์

อินทนนท์ยอดเขาสูงที่เป็นที่มุ่งหวังของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
แน่นอน..สามารถนับผมเข้าไปเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นได้เลย

เพราะตั้งแต่หลายปีที่แล้วที่ได้ยินชื่อก็ ตั้งใจว่าจะมาเยือนสักครั้ง เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วก็ตั้งใจเป็นจริงเป็นจังว่าภายในปีหน้าต้องหาโอกาสมาเยือนให้ได้
คนอื่นเค้าชอบถ่ายรูปคู่กับป้าย..รอบนี้มาเสนอแนวใหม่ ถ่ายรูปคู่กับหมุดดาวเทียว ในรูปแบบนี้...เท่ห์ดีไม่ใช่น้อย ไม่เหมือนใครด้วย
ต่อไปอาจจะเป็นเทรนในการถ่ายรูปที่อินทนนท์ก็ได้...ใครจะรู้



จุดที่เป็นแรงบันดาลใจมีอยู่สองจุด คือ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอ่างกา และหมุดสูงสุด ที่ใครๆ ก็อยากมาให้ถึง
(ต้นไม้เอนต้นนี้ ดูไปคล้ายฉากในเรื่องอวตาร ฉากหนึ่งเหมือนกันนะ)









ทริปนี้เป็นทริปต่อเนื่อง คือ ต่อเนื่องจากการดูนาขั้นบันไดที่แม่แจ่ม เราจึงตระเวนเที่ยวเล่นสนุกๆ ชมโน่นชมนี่ไปเรื่อยๆ









ต้นไม้ห่มผ้า...ที่ใครๆ ก็อยากมาดูหนักหนา















และไม่พลาดกับ สูงสูดแดนสยาม

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ทริปแม่แจ่ม อินทนนท์ ขุนวาง ท่ามกลางความเฮฮา

เริ่มจาก...ความอยากเห็นนาขั้นบันได อยากไปเหยียบหมุดสูงสุดอินทนนท์ จนกระทั่ง ต้องหาแนวร่วม เพื่อ แบ่งปันคามสุข ความฮา ระหว่างกัน

ผม: "สวัสดีครับ "
PETER [ I . A .: "สวัสดีครับ ผมเปี่ยมนะครับ "
ผม: "เรียกผมว่าไท นะครับ "

PETER [ I . A .: "ได้ยินว่า คุณไท ชอบเดินทาง
ผมสนใจมากครับ "
ผม ตอบไปว่า : "ชอบครับ "

PETER [ I . A .: "ถ้ามีกิจกรรม อะไร แบบนี้ บอกด้วยนะครับ
ผมตอบไปว่า: ตอนนี้ที่วางแผนไว้ก็ เป็นวันปิยะครับ ผมอยากไปเดินอินทนนท์ "
PETER [ I . A .: "ถ้าไม่รังเกียจ ขอร่วมกิจกรรมด้วยคนครับ "

นั่นคือที่มาของทริปนี้

หลังจากกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจน กำหนดวันเดินทางเสร็จสรรพ ได้เวลาจัดการหาเพื่อนร่วมทาง
ส่งเมล์ไปสอบถามเพื่อนๆ ที่ชอบเดินทางเหมือนกัน ก็ได้รับการตอบรับ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
หลายคนสงสัยจะไปไม่ได้ หลายคนติดทริป... สงสัยต้องไปเองเสียแล้ว

หันไปปรึกษาสมาชิกร่วมทริปเพียงคนเดียวที่ อยากไปด้วย ว่าถ้าไม่มีใครไป เรายังจะไปกันไหม
"ไปครับ คุณไท คุณไปไหน ผมก็ไป " เจอคำตอบแบบนี้ เราก็ต้องเดินหน้า จึงตัดสินใจ โพสในบอร์ดหารเฉลีย เพื่อดูว่าจะไม่ใครสนใจบ้าง
อีกทั้งยังต้องรีบออกตัว กลัวเพื่อนๆ จะหาว่าหนีไปเที่ยวไม่ชวน
หลังจากโพสกระทู้เสร็จ อ้าว มีแต่คนมาส่ง มีแต่ความวังเวง
ทำไงดี...ได้เวลาไปเกาะช้างแล้ว งั้นไปรับน้องที่เกาะช้างดีกว่า...3 วัน กลับมา อ้าว สมาชิกลงชื่อเต็มแล้ว ดีนะรู้งี้โพสกระทู้ไว้ แล้วหนีเที่ยวดีกว่า

หลังจากรวมตัวกันได้ สมาชิก 10 ชีวิต ตามที่ตั้งเป้าไว้ เพื่อจะช่วยกันหารค่าใช้จ่าย และนั่งรถกันตามสบายๆ ไม่แออัด
นัดรวมตัวเดินทางกันที่ Big C สะพานควาย เจอเพื่อนๆ สหายออกทริปหลายคน ทักทายกันจนเหนื่อยเลย

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยตุนเสบียงของแห้งได้....ก็ออกลุยกันแลย
แต่อ้าว... คนขับรถของเราบอกว่ามี บรรจุภัณท์ไม่น่าไว้วางใจอยู่ในรถเข็หน้ารถ ...หลังจากตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าเป็น แก๊ซกระป๋องและกาต้มน้ำ รวมทั้ง สารเพิ่มความอบอุ่นขอเดียร์เดียร์ทิ้งไว้
ด้วยความสัมพันธ์กันแต่เก่าก่อน เราจึงนัดแนะที่หมาย รับของกลางคืน กันที่นครสวรรค์ หลังจากนั้นก็เดินทางสู่จอมทอง

รู้สึกตัวตอนเช้า เราอยู่ที่สารพี ยังอีกไกลโขกว่าจะถึงที่หมาย แต่ต่อจากนี้จะไม่มีปั๊มแก๊ซแล้ว ก็เลยต้องแวะเติมนำมันสำหรับใช้เป็นพลังงานในการเดินทางกันก่อน

ถนนจากจอมทองไปแม่แจ่ม ตัดผ่าน ทางเข้าอช.อินทนนท์ เป็นเส้นางเล็กๆ คดเคี้ยวตลอดเส้นทาง ลัดเลาะไปตามไหล่เขา ที่สูงชัน หลังจากบรรลุถึง เราก็เห็นเมืองแม่แจ่ม และนาขั้นบันได ที่เป็นเป้าหมายของเราอยู่ ข้างหน้า...แต่ว่า...ทำใจร่มๆ ก่อน จุดแรกที่เราจะไปแวะคือ ตลาดสดเพื่อ เตรียมเสบียง ถัดจากนั้นคือร้านแม่แจ่มโพส ของพี่วี ที่เป็นแหล่งข้อมูลแน่นปึ๊กให้สำหรับใครๆ ที่อยากไปแม่แจ่ม

เมื่อเสร็จภารกิจเพื่อปากท้องและทักทายสหายอย่างที่บอกแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่วัดกองกานเพื่น หามุมเก็บภาพนาขั้นบันใด

และจากการแนะนำของพี่วี และกำหนดเส้นทางโดยพี่ซันที่ชำนาญทางมาก่อน...เราก็ได้พบกับจุดชมนาขั้นบันใดที่ สวยถูกใจ สมกับที่ตั้งใจไว้ไม่ผิดเลย
ระหว่างเดินทาง

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ไม่ว่าจะดูสิ้นหวังแค่ไหน...อย่าถอดใจเป็นอัดขาด


ผมได้เรียนรู้เรื่องนี้จากประสปการณ์จริง จึงนำมาแบ่งปันให้ท่านทั้งหลายได้ทราบก่อนอื่นก็ต้องขอเท้าความเล็กน้อยก่อน ว่าผมไม่เคยรู้สึกว่าใกล้ความตายเท่าครั้งนี้เลย

ดำน้ำ กิจกรรมชมความงามที่มีความเสี่ยง..

เรื่องราวมันเกิดเขึ้นเมื่อผมไปดำน้ำที่พัทยา เป็นทริปแรกในการดำเรือจมของผมเลยก็ว่าได้

ด้วย ความมือใหม่จึงยังใช้ฟินไม่คล่อง...ความคุมการจม-ลอย (Buoyancy Control)ที่ยังไม่ได้เรื่องกับเรื่องกายหายใจที่ยัง ใช้อากาศเปลืองมากด้วย

ครั้งแรกกับการลงความลึกถึง 31 เมตร ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวและความตื่นเต้นในการดำเรือจมทริปแรก

ขณะที่กำลังเพลินกับการดำชมรอบเรือครามและพยายามฝึกผายใจ โดยมีอาจารย์คอยถ่ายรูปให้ตามมุมต่างๆนั้น

เช็คอากาศในถังแล้ว เหลืออีก 50 อาจารย์บอกว่า ยังได้อยู่....



รู้ตัวอีกที่ อากาศเป็นศูนย์ หายใจไม่ได้ หันซ้าย ไม่เห็นใคร หันขวา ไม่เห็นใคร !!!

แว้งตัวกลับมองด้านหลัง ไม่เห็นใคร !!!!คิดในใจตายแน่แล้ว...

พยายามมองด้านหน้าก็ไม่เห็นใคร แต่จำได้ว่า..อาจารย์ไปทางด้านนี้ ...

พยายามหายใจเบาๆ ตีขาแร็วๆ ด้วยความหวังจะตามตามไปทันอาจารย์หรือใครสักคนข้างหน้า...บุ๊ม บุ๊ม..

วิสัยทัศน์ใต้น้ำก็มองเห็นได้ไม่ถึง 6 เมตร ทำไงดี...นี่ต้องมาตายอยู่ใต้ทะแลแบบนี้เหรอเนี้ยะเอี๊อก...ในที่สุด อากาศก็หมดถัง

ยังไม่เห็นใคร..คิดในใน ไม่รอดแน่แล้ว แม่ครับ พ่อครับ บาปบุญที่มีคงหมดลงเพียงแค่นี้แล้ว

นึกถึงคำสอนต่างๆ ที่พ่อเคยสอนไว้ว่าอย่ายอมแพ้ ท้อได้แต่อย่าถอย..เอาวะ ตีขามันไปเรื่อยๆ ...ในคอก็หวานเลือดขึ้นมาแล้ว ....

ขณะจิตนั้นเอง ...บอกตัวเองว่า ไม่ว่าจะดูสิ้นหวัง มืดมนหมดหนทางแค่ไหน ก็อย่าถอยใจ อย่าหยุดพยายามเป็นอันขาด



ขณะ ที่สมองเริ่มมึน หูอื้อแล้วนั้นแหละเห็นอาจารย์โผล่มาจากมุมเรือไกลๆ ตีขาสุดฤทธ์รู้ว่าจะให้อาจารย์ดูเกตวัดอากาศ ก็คงไม่ทันละ ตายก่อนแน่

ผมตีขาสุดชีวิด รู้ว่า ภายในไม่เกิด 5 วินาที ถ้าไม่ได้อากาศผมไม่รอดแน่(ความรู้นึ้เกิดจากการฝึกฝนกลั้นหายใจ ตามผระสาเด็กบ้านนอก)

พอตีขามาจะถึงตัวอาจารย์ ก็กระตุกหมดแรงแล้ว..อาจารย์ก็ยังคงไปเรื่อยๆ....

ฮึดอีกที...ตีฟิน อย่างเร็ว สองรอบ มือคว้าได้ ฟินอาจารย์ ในความรู้สึกว่ากระตุกให้อาจารย์รู้ตัว

แต่ ว่าขณะนั้น เรามันแย่แล้ว ด้วยความกลัวตาย ด้วยความไม่รู้สภาพของตัวเอง ดึงอาจารย์ที่น้ำหนักต่างกันเท่าตัว ถูกกระชากถอยหลังได้เลยแรงก็ไม่มี สัญญาณมือหรือ ลืมหมดแล้ว ทำได้อย่างเดียวคือโชว์เกตวัดอากาศให้อาจารย์ดู

ภาพที่อาจารย์ค่อยๆ ปลด Octopus มาให้หายใจ...นั้นช่างเชื่องช้าจริงๆ แต่อย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองรอดแล้ว...

เมื่อ รับ Regulator (Octopus) มาได้ ผมก็สูดหายใจแบบเต็มที่ ไปสามสี่รอบเพื่อ..รับอากาศเข้าสู่ร่างกาย หลังจากนั้นก็ อ้อมตัวเอง ไปอยู่ด้านหลัง

แล้วก็จับ สายแขวน BCD ของอาจารย์แล้วก็รอยตัวให้อาจารย์ลากไป.....

อาจารย์ พามาส่งถึงเชือกทุ่นก็ฝากให็คนอื่นพาขึ้นผิวน้ำ ...ส่วนอาจารย์ก็จะกลับไปดูศิษย์(เพื่อน)อาจารย์อีกคนที่ ลงมาดำด้วยกันในไดร์นี้ก่อน



หลังจากเปลี่ยน ไปใช้อากาศจากถังของคนที่อาจารย์ฝากแล้ว ผมก็เกาะแค่สาย BCD ให้เค้าลากขึ้นไปเหมือนเดิมความรู่สึกว่าพักน้ำที่ 5 เมตร นานมาก

ในที่สุดก็ถึงผิวน้ำ และกลับขึ้นเรือได้ บ้วนน้ำลายดู...

น้ำลายปนเลือดแดงๆ ตามที่คาดไว้รู้สึกดีใจกับชีวิตที่รอดมาได้รู้สึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่เป็นแรงบรรดาลใจให้ผมสู้

ขอบคุณคุณครูและขอบคุณตัวเอง ที่ไม่ถอยใจ..ไม่เช่นนั้น ผมคงไม่ได้โอกาสมานั่งถ่ายทอดความรู้สึกนี้แล้ว

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปลูกป่าชายเลน

มีเรื่องสนุก ๆ มาเล่าให้ฟัง หลังจากไปทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลนร่วมกันมา
นานๆ จะมีกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันสักที...
หลังจากที่พูดคุยกันจนต้องโหวดว่า จะทำอะไรดี แล้วสุดท้ายก็มาลงที่ ปลูกป่าชายเลน จมโคลนเล่นกัน แล้วตบท้ายด้วยการเล่นกระดานเลน ;D อันนี้แหละที่โปรด
หลังจากกำหนดการ เรียบร้อย เราก็ได้เวลา ไปเฮฮากันได้แล้ว

สถานที่ทำกิจกรรม ถ่ายรูปรวมกันหน่อย


วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

หาดทรายดำความทรงจำที่แตกต่าง

ช่วงสงกราณต์ที่ผ่านมา เพื่อนๆ พากันถามว่าจะไปเล่นสงกราณต์ที่ไหน..
คำตอบคือไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหนครับ
แต่อยากจะไปพักผ่อนที่ระนอง...
อย่างที่บอกครับ ว่าอยากไปพักผ่อน ไม่ได้ไปเล่นสงกราณต์อะไรเลย
เพียงแค่อยากหนีลงเกาะ...ไปพักผ่อนเท่านั้นเอง
ไปถึงระนองตั้งแต่ตีห้า...เวลาดีเช้านี้เริ่มกันด้วย การอาบน้ำแร่ที่รักษะวารินกันก่อนแล้วกัน...
สายๆ....ก็ไปหาโรตีมะตะบะกับชาร้อนๆ แบบที่มีรสชาติของชาให้เพื่อนๆ ชาวกรุงได้ติดใจกันไปตามๆ กัน
หลังจากนั้นเป้าหมายของเราคือลงเกาะหาดทรายดำ ไปกางเต้นท์นอนเล่นกันสักหนึ่งคืน...พรุ่งนี้ค่อยกลับมาตะลอนเมือง
เริ่มต้นก็ต้องไปหาเรือที่"ท่าต้นสน"กันก่อน..ขออาศัยเรือชาวบ้านไปเกาะ...(ก็ต้องขอขอบคุณที่มีน้ำใจให้เราอาศัยติดเรือไปด้วยครับ)
เกาะหาดทายดำวันนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีมากนัก...ที่เปลียนไปคือทำเลภูมิประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก..ซึนามิ เมื่อปี 46 นั่นเอง

มีเขื่อนกันดินทะลาย.ซึ่งช่วยให้ไม่เสียพื้นดินไปกับกระแสคลื่นที่สาดเข้าฝั่งมากนัก
แต่ความสงบร่มเย็นและความเป็นมิตรของบรรยาชาวเกาะ ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิมครับ

คืนนี้นอนฟังเสียงคลื่น..กับยุงน้ำเค็มที่แวะเวียนมาตามแต่โอกาสลมสงบ
ตกดึกคนอื่นหลับหมดแล้ว แอบออกไปดูชีิวิตยามน้ำขึ้นของป่าชายเลนคนเดียว..สุขใจจริง..

สงสัยเพื่อนๆ จะติดใจโรตีมะตะบะเนื้อแพะกับ ชากันมากไปหน่อยเค้า..เช้านี้เรียกร้องกลับเข้าระนองแล้วจองร้านเดิม....ได้ครับผมไม่ขัดอยู่แล้ว
มื้อเที่ยง..แนะนำ ข้าวมันไก่หลังศาล..แต่ละจาน(พูนจนจะล้น)เกินอิ่มด้วยซ้ำครับ รับรองติดใจในรสชาติและปริมาณ

กิจกรรมดีๆ ที่วัดหาดส้มแป้น..กี่ปีๆ ก็มีกิจกรรมย้อนยุคให้ชม ช่างสมใจนัก

ก่อนกลับแวะทักทายลุงมนูและสวนเกษตรเชิงธรรมชาติอีกครั้้ง...หวังว่าหน้าฝนนี้จะมีโอกาสมาเยือน..

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

กล้วยป่า..แหล่งน้ำยามคับขัน

แหล่งนี้ำอีกแหล่งหนึ่งที่ปลอดภัยสำหรับ การเดินป่า...
ในกรณีจำเป็นจริงๆ การดึ่มน้ำจากต้นกล้วย ถือเป็นทางรอดทางหนึ่งที่ผมเคยใช้เพื่อรักษากำลังไว้

น้ำจากต้นกล้วยที่พูดถึงคือหยวกกล้วย
บริกเวณต้นกล้วยจะประกอบด้วยกาบกล้วย ที่ล้อมกันอยุ่เป็นชั้นๆ ภายในเป็นใบอ่อนของกล้วย หรือหยวกกล้วย
วิธีการดึ่มน้ำจากต้นกล้วยก็คือการ ตัดต้นกล้วย หรือการเจาะต้นกล้วย หรือการบากต้นกล้วยเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงที่ใช้ลำเลียงน้ำไปเลี้ยงดู สังเคราะห์อาหารนั่นเอง
รสชาติของน้ำที่ดึ่มจากต้นกล้วย คือฝาดๆ หรือออกรสขมนั่นเอง แต่ไม่มีอันตรายสามารถดึ่มได้ ในกรณีจำเป็น

นี่คือเทคนิคเล็กๆ น้อย ๆ ที่ผมใช้เอาตัวรอดยามต้องเดินทางในป่า