วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทริปเบาๆ กับเป้หนักๆ เป้าหมาย ยอดเขาพ่อตาโชงโดง

สงกรานต์นี้ ทริปเบาๆ กับเป้หนักๆ เป้าหมาย ยอดเขาพ่อตาโชงโดง ที่อยากไปมาหลายปี...ในที่สุดวันนี้ก็สำเร็จ
จุดหมายไม่ไกลเกินกำลัง






ทริปเบาๆ กับเป้หนักๆ
จากการนัดหมายกับเพื่อนหลายๆ คนว่าจะไปเยือนระนอง ลิ้มลองของอร่ย ที่เคยพาไปชิมเมือสงกรานต์ปีกลาย
ก่อนเดินทางสองวัน ปรากฏว่าสมาชิกถอนตัว 100%(เรียบ) เหลือเราอยู่คนเดียวทำไงดี ไม่น่ามัวแต่รอคนนั้น





คนนี้เลย(แอบบ่นนิดหนึ่ง) แล้วนี่ตั๋วก็ยังไม่ได้จองเอาไงดีหว่า..เราก็มีงานยุ่งเหมือนกันนะ จะล้มเลิกดีไหม?

"ไม่"คำตอบเด็ดขาดจากใจ ตั้งใจแล้วต้องไป..ไหนจะบอกเพื่อนๆ ที่ระนองไว้แล้วด้วย ดีเหมือนกันรอบนี้จะได้ขึ้น
เขาพ่อตาโชงโดงเลย..
แล้วเอาไงดีหว่าจะไปซื้อตั๋วรถที่สายใต้ก็เห็นจะไม่คุ้มเพราะค่ารถไปกลับก็ร่วม 200 แลกกับค่าตั๋ว 400 กว่าๆ งั้น

เสียงเอาข้างหน้า(วันเดินทางเลยแล้วกัน)
ถึงวันเดินทางจริงๆ เอาแล้วไงรถเต็มหมด จริงๆ ก็ควรจะได้ที่นั่งจากตั๋วรถเสริมนะ แต่ว่า...พอได้ยินคำถามจากคนขายว่า"น้องไปกี่คนค่ะ" "คนเดียวครับ"ตอบไปใจหวิวๆ"แล้วน้องข้างหลังไปกี่คนค่ะ" "สองค่ะ"ได้คำตอบแล้วครับ
สองที่นั่งสุดท้าย ถูกจัดให้คนมีคู่ไปแล้ว(สองคนที่เข้าแถวต่อจากเราไปซะงั้น) ตกรถสิแบบนี้
ความหวังยังไม่หมดเมื่อคนขายบอกว่าเอาที่นอนคนขับรถไหม นั่งได้สองที่ สบายกว่าด้วย (ถ้าเป็นยามปกติ รถป.1

หรือ VIP ที่นอนคนขับนี่สบายไม่ใช่น้อย แต่นี่รถเสริมไม่เสี่ยงดีกว่า) "ไม่ครับ "คราวนี้ชัด 100% ตกรถแล้ว

ไงต่อดี
เดินวนไปวนมา..หารถต่อดีกว่าเผื่อมีรถเสริมอีก...(ไม่มีรถผ่านระนองแล้ว) ลองดูรถที่ไปชุมพรก็ได้ เด๋วค่อยต่อ

รถไปอีกที ก็ยังดีกว่านอนเช้าอยู่สายใต้ ได้รถเสริมสมใจ แต่ราคา 460 บาท
ถ้าใครไม่เคยนั่งรถเสริมช่วงเทศกาลขอบอกเลยว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อนนั่งรถ VIP- ป.1 คุณ

หวังว่าทุกคนจะไม่ปิดช่องแอร์ของตัวเองหมดเพราะมันหมายถึงว่าถ้าคุณเปิดช่องเพียงนิดเดียวแอร์ทั้งลดจะวิ่งมา

ออกที่นั่งคุณทันที และมันจะยะเยือกเกินบรรยาย
แต่เมื่อคุณนั่งรถเสริม(ป.2)..คุณจะเฝ้าคอยภาวนาว่า แอร์รถคันนี้จะมีพอให้ทุกคนได้ใช้หายใจและไม่ร้อนจน

ประสาทแดกกันทั้งรถ...
เช้านี้ที่ชุมพร..เจอมอร์ไซด์รับจ้างเรียกค่าบริการ 60 บาท กับการไปส่งเพียงระยะทางไม่ถึง 500 เมตร โอ้ช่างฉวย

โอกาสเอาเปรียบกันซะจริง...
จากชุมพรไประนอง ได้รถเที่ยวแรกของรุ่งกิจทัวร์ถึงระนองเจ็ดโมงนิดๆ ก็แวะเข้าอาบน้ำร้อนที่รักษะวารินดูอีกที

30 กว่าสายเพราะพี่อ๊อนำรถกะบะมารับแต่ไม่เจอ ความผิดนี้อยู่ที่ผมเพราะไม่ได้บอกว่ามาคนเดียว(ธรรมดาพี่ก็

น่าจะรู้ว่าผมเป็นคนยังไง)
สรุปว่าผมต้องนั่งไปไปที่ร้านเอง เพราะพี่อ๊อดกลับไปแล้ว..ไม่เป็นไร เราก็สามารถไปเองได้...ก็จับรถ

สาย3(ระนอง-สะพานปลา) ก็เตรียมเอียงตัวหลบน้ำที่ชาวต่างชาติสาดเข้ามา ที่ระนองครึกครื้นด้วยชาวต่างชาติครับ

ส่วนใหญ่เหมารถออกมาเล่นสงกรานต์กันเลยทีเดียว
"ใช้ ว เป็นไหม"คำถามแรกที่เปลี่ยนการเดินทางครั้งนี้ของผม
"พอได้นิด หน่อย" "งั้นเด๋วไปไปใช้ 1 ตัว ไว้ได้ติดต่อกัน หลังจากนั้นทั้งวันก็ติดท้ายรถ มอร์ไซด์/กะบะ ไปกับเครือข่ายตาสับปะรดระนอง เล่นเอาแดดเผาซะดำ ก่อนจะไปนอนที่ศูนย์วิทยุชลแดนซะหนึ่งคืน

ระหว่าดูปลาก็ใช้ ว ติดต่อ ทีมกะเปอร์ ในที่สุดก็ติดต่อได้ กะเปอร์ 80
หลังจากคุยกันจนได้ความ ก็อาสาให้ผมซ้อนมอร์ไซด์ ไปส่งถึง อ่างเก็บน้ำบ้านหินขาว(คือรถสามารถเข้าได้แค่นั้น)
ทางจากนั้นเป็นทางใต่ภูเขา ต้องใช้ 4x4 หรือวิบาก ในการเดินทางครับ


หลังจากเดินตามทางได้ระมาณ 1 ชั่วโมง ก็มีรถจากตัวอำเภอเข้าหมู่บ้านผ่านมา
จอดรถถามว่าจะไปไหน.. พอบอกว่าจะไปขึ้นเขาพ่อตาโชงโดง ก็เล่นเค้างงกันใหญ่
"มาคนเดียวเหรอ" "คนเดียวครับ"เป็คำตอบที่เรียกความอึ้งได้เป็นคำรพสอง
เค้าบอกว่า ทางมันเดินยากนะไม่มีใครเค้าเดินคนเดียวกันหรอก แต่ผมยืนยันว่าผมเดินได้้ สอบถามข้อมูลมาแล้วมั่นใจว่าสามารถเดินได้..
เอ้าถ้าตั้งใจอย่างนั้นก็ขึ้นรถก่อน จากนี้ไม่บ้านหินกลม อีกหลายกิโล
ผมกล่าวขอบคุณแล้วกระโดดขึ้นไปเบียดกับคนอื่นๆ อยู่กลังกะบะ...
นั่งโยกหัวสั่นหัวคลอนไปตามทางจนถึงหมู่บ้าน เอ้ยก็ไกลจริงๆ ๆตามที่เค้าว่านะ



มาถึงบ้านหลังสุดท้าย ซึ่งเป็นบ้านเจ้าของรถกะบะที่ผมอาศัยเข้ามา...คุยกันจนได้ความว่า สง่า เป็นทีมงานของกลุ่มท่องเที่ยวต้นน้ำพะโต๊ะ ซึ่งก็ถือว่าโชคดีเพราะผมเคยเดินป่าร่วมกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ staff ล่องเก่งพะโต๊ะ มาหลายทริปตอนอยู่ระนอง
มาเจอคนที่ทำงานร่วมกับกลุ่มเดียวกัน คราวนีพอจะคุยกันได้ง่ายละ
ประเด็นก็คือสง่าเค้าเตือนผมว่า"ป่าใต้ไม่เหมือนป่าที่อื่นนะ ไม่มีคนเดินเดือนเดียวทางก็ปิด เทรลก็รกจนมองไม่รู้จักแล้ว.."
ใช่ครับที่สง่าบอกผมก็เหมือนกับที่ผมเคยบอกหลายๆ คนมาหลายๆ ครัง ผมเข้าใจดี...เพราะผมก็มีประสปการณ์การเดินป่าใต้มาพอสมควร
ก็เป็นอันว่า พอจะวางใจกันได้ระดับหนึ่ง เพื่อให้ชัวร์กว่านั้นสง่าให้เบอร์ติดต่อกับผมไว้ และบอกว่าถ้ามีอะไรให้โทรมาถามได้
ผม ก็ถามสง่าในเรื่องจุดสังเกต เทคนิคการเดิน.. สง่าอธิบายจนผมมั่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดได้ ก็เลย ขอตัวออกเดินทางเพราะอยากไปให้ถึงก่อนค่ำ


จุดสังเกตุและเทคนิคการเดินในการขึ้นยอดเขาพ่อตาโชงโดงจากบ้านหินกลมคือ
การเดิน ส่วนใหญ่จะวนซ้าย เพราะยอดเขาอยู่ในทิศทางที่อยู่ซ้ายมือของจุดเริ่มเดิน(ไร่ของสง่า)
การเดินตลอดทางไป ให้มุ่งซ้าย ขณะเดินทางขวามือจะสูงว่าตลอด(เดินไปตามไหล่เขา)
จุดสังเกตุ..ให้สังเกตุเชือกฟางที่จะมีผูกไว้เป็นระยะๆ



อาศัยสังเกตุตามที่สง่าบอกแม้จะ งงๆ บ้างเพราะเชือกฟาง ไม่ได้มีจุดต่อจุดให้เห็นตลอดเวลา บางช่วงก็หลายไป ช่วงใหญ่
แต่ในที่สุดก็ขึ้นถึงสันเขาตอนหนึ่ง พอสบายใจขึ้นละ ต่อจากนี้ คงไม่ไกลเท่าไหร่(คิดเอาเองว่าน่าจะได้เกินครึ่งทางแล้ว)

อีก 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึง หินสลัก "พอตาโชงโดง" รู้สึกได้เลยว่า ความสำเร็จของการเดินทางครั้งนี้ เกิน 80% แล้ว..เหลือแค่ไปที่ตั้งแค้มป์ นอนเก็บความสดชื่นสักคืน ค่อกลับไปเผชิญปัญหาอื่นๆ ต่อ




บ่ายสามกว่าๆ ใช้เวลาเดินทางรวม 2ชั่วโมงครึ่ง นิดๆ
เร็วกว่าเวลาที่คาดการไว้ครึ่งชั่วโมง เพราะไม่รู้ระยะทางและเป้าหมาย
มีเวลาเหลือ ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศซะก่อน







ชมวิวพอแล้วก็ได้เวลา หุงข้าว ทำกับข้าวไว้รองท้องแล้ว

ข้าวที่หุงมื้อนี้เป็นข้าวกล้อง...
หุงโดยใช้กระทะ แทนหม้อ เหตุผลง่ายเพราะมันจะได้ร้อนและสุกไว ทานคนเดียวแค่ใช้กะทะก็พอแล้ว (ประยุกต์นิดหน่อย)
ผลงานที่ได้อย่างที่เห็น

ต่อไปก็กับข้าว...
กับข้าวมื้อนี้เป็นหมู ปรุงโดยใช้เนื้อหมูสามชั้นที่ซื้อมาจากตลาดกะเปอร์ครับ
แบ่งครึ่งหนึ่ง คลุกเกลือแล้วก็ ตั้งไฟเลย
ไม่ต้องใส่น้ำมันอะไรทั้งสิ้น วิธีนี้ถ้าหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่าผัดเค็ม..แต่นี่เราใช้ชิ้นใหญ่เลย
เอาไว้กินง่ายๆ


เสร็จแล้ว...อาหารที่ได้จากผีมือการปลุงของตัวเอง ;D
ข้าวกล้องหอมๆ เนื้อหมูร้อนๆ กรุ่นด้วยกลิ่นควันไฟ...
อ่อ...สำหรับใครที่สงสัย ทริปนี้ไม่มีแก๊ส ไมีตะเกียง มาใช้ชีวิตลำบากสักหน่อย..ด้วยการหุงข้าวทำกับข้าวกับฟืน
แต่ขอใช้ไปแช็กนะ...

ก็..ไงดีละ :o
แบบว่าช่วงหนังๆ เวลาไปเที่ยวที่ไหน เราก็จะติดความสะดวกสบาย ใช้แก๊สบ้าง สั่งอุทยานบ้าง
หลายๆ ที่ก็ไม่อนุญาติให้ก่อกองไฟ หรือใช้ฟืน
บางทริปก็ก่อไฟไม่สะดวก จึงติดแก๊สไปด้วย ก่อไฟเฉพาะไล่แมลง หรือให้ความอบอุ่นเท่านั้น
ทริปนี้ ก็เลยขอจัดเต็มซะหน่อย (จริงๆ ก็ยังไม่ถือว่าเต็มนะ ยังไม่ถึงหุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่) ไว้ลองสักทริป



ที่ซุกตัวนอนคืนนี้..
เปลประจำตัว
ไฟล์ชีต
ถุงนอน summer camp
และอุปกรณ์สื่อสาร "ว" สีแดงที่ได้จากท่านระนอง 306 มาใช้ในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มตาสับปะรด ระนอง










คืนนี้อากาศหนาวทีเดียว..สิบองศาต้นๆ เอง
ขอให้ฝันดีกันทุกคน


เช้ามา หมอกเต็มอย่างที่เห็น
หมอกหนามาก..
เช้าวันนี้สดชื่อจริงๆ อากาศเย็นสบายดีจังเลย ;D
ตั้งแต่มายังไม่ได้ถ่ายรูปเหมียวๆ เลย
เหมียวๆ กับอากาศหนาวๆ และสายหมอก







ขากลับลงมา มีสิงโตสยาม...ให้เก็บภาพให้ชื่นใจ...
นึกว่าจะไม่เจอดอกซะแล้ว ยังพอมีให้เห็นดอกบ้างชื่นใจจัง
ดอกที่ถ่ายได้นี่ อยู่บริเวณใกล้ยอดเขาพ่อตาโชงโดง

ใครมาเดิน...พ่อตาโชงโดงอย่าลืมสอดส่ายสายตาหา สิงโตสยามนะครับ ถ้ามาเดินช่วงเดือนเมษาไม่น่าจะพลาดที่จะได้ยลโฉมดอก






ลงมาถึงหมูบ้านหินกลม ใช้เวลาเดินขาลง ชั่วโมงครึ่ง...มากว่าที่กลุ่มอื่นทำนิดหน่อย.
เหตุผลเดียวกับขาขึ้นคือเดินคนเดียว
เห็นผลที่ต่างกับขาขึ้นคือ รู้เป้าหมายแล้ว.. ไปเรื่อยๆ ก็ได้ หาดูอะไรสวยๆ งามๆ ไปเรื่อยๆ
ลง มานั่งจิบกาแฟ คุยกับผู้ใหญ่ที่อยู่ในสวนอีกสองคนร่วมชั่วโมง ใกล้ๆบ้านของสง่า พอเดินต่อมาถึงบ้านแรกของหมู่บ้านปรากฏว่า ท่าน"กะเปอร์ 80 "และ "กะเปอร์ 81" มารออยู่ร่วมสองชั่วโมงแล้ว..
นั่นเพราะตอนนี่ก่อนจะละได้คุยกันผ่าน "ว" บอกว่าจะลง ท่านก็บอกว่าจะมารอ แต่ไม่นึกว่าจะมาเร็วขนาดนี้
ที่ท่านมารอที่บ้านหลังแรกเพราะ เลยไปจากจุดนี้ไม่มีสัญญาน...ทำให้คลาดจากกัน..จนต้องเสียเวลารอ


ผมไปอาบน้ำคุยกับท่านกะเปอร์ 80 อยู่หลายชั่วโมง ก่อนที่ท่านจะไปส่ง เพื่อต่อรถกะเปอร์เข้าเมือง

คืนต่อมาผมก็ไปนอนอยู่บานเพื่อนเก่าสมัยอยู่ระนอง บ้านบอย เจ้าของร้าน"บอยแอร์" ที่เคยทำงานร่วมกัน
รุ่งขึ้นก็ทัวร์ ขับมอร์ไซด์ทัวร์เมืองระนอง ก่อนขึ้นรถกลับกรุงเทพ ในตอนเย็น

ติดตามเรื่องอื่นๆ ได้ที่ http://www.jaikonjaunt.com/board/index.php

ไม่มีความคิดเห็น: